แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Siwaporn_s

หน้า: [1] 2 3
1
อ่างอาบน้ำ (Bath tub) เป็น อ่างธรรมดาที่ไม่มีระบบปั๊ม ไว้แช่ตัวหรือจะเรียกว่าเป็น soaking tub ก็ได้ มักเป็นที่ชื่นชอบในประเทศเมืองหนาว รูปร่างแตกต่างกันไปสุดแต่ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นเป็นเหมือนถังน้ำขนาดใหญ่ ส่วนประเทศทางด้านตะวันตกก็เหมือนที่เราเห็นกันทั่วไปในปัจจุบัน

ประเภทของอ่างอาบน้ำจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

 


อ่างอาบน้ำธรรมดา





อ่างอาบน้ำวน



มีความต่างกันอย่างยิ่งอีกทั้งรูปแบบการนำไปใช้งานที่แตกต่างแล้วก็ที่สำคัญเป็นขนาดและก็การออกแบบจะแตกต่างกันไปอย่างมาก โดยธรรมดาอ่างอาบน้ำวนจะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับอ่างอาบน้ำแบบธรรมดาค่อนข้างจะมากเนื่องจากจะต้องจัดตั้งเครื่องอัดอากาศเข้าไปข้างในอ่างอาบน้ำวนด้วย ทำให้ต้องจัดแจงพื้นที่สำหรับในการจัดตั้งที่มากกว่าอ่างอาบน้ำแบบธรรมดา และปกติที่อ่างอาบน้ำวนมักจะแพงที่สูงกว่าอ่างอาบน้ำแบบปกติเพราะมันมากับฟีเจอร์ต่างๆที่มากกว่าอ่างอาบน้ำปกติ ดังเช่นว่า การอัดอาการรวมทั้งปล่อยน้ำวนออกมา รวมทั้งความไม่เหมือนที่สำคัญอีกอย่างของอ่างอาบน้ำทั้งยัง 2 ประเภท เป็น ขนาดที่ใหญ่กว่าของอ่างอาบน้ำวน จึงต้องควรแน่ใจว่าพื้นที่ในส้วมมีพอเพียงสำหรับในการจัดตั้ง

วิธีการสำหรับเลือกซื้ออ่างอาบน้ำ
นอกเหนือจากการดีไซน์ที่สวยงามและสมควรแล้ว การเลือกซื้ออ่างอาบน้ำจะต้องไตร่ตรองจากขนาดและความกว้างของพื้นที่ข้างในสุขาที่จะเอาอ่างอาบน้ำไปติดตั้งอีกด้วย เพราะว่าถ้าเกิดห้องสุขามีพื้นที่ไม่มาก การต่อว่าดตั้งอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่เข้าไปบางทีก็อาจจะกินพื้นที่และก่อให้เกิดความยากลำบากสำหรับในการใช้ห้องน้ำได้ แปลงเป็นผลเสียมากกว่าผลในทางที่ดี แม้กระนั้นถ้าห้องน้ำมีพื้นที่มากการเลือกซื้ออ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ก็ไม่มีปัญหานอกจากขนาดของอ่างอาบน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่ในการติดตั้งอ่างอาบน้ำแล้ว สิ่งที่ต้องไตร่ตรองสำหรับการเลือกซื้อก็คือฟีเจอร์ต่างๆที่มาพร้อมทั้งอ่างอาบน้ำ เพราะเหตุว่ามันจะมีผลต่อลักษณะสำหรับการใช้งานด้วยเช่น บางคนอาจจะมีความจำเป็นอ่างอาบน้ำที่มีระบบน้ำวนรวมอยู่ด้วย เพื่อจะได้นอนบรรเทาข้างในอ่างอาบน้ำและนวดข้างหลังไปด้วย แต่ว่าบางท่านบางทีก็อาจจะอยากอ่างอาบน้ำแบบธรรมดาที่ไม่ต้องมีการปล่อยน้ำวนออกมาแต่อย่างใด นอกเหนือจากอ่างอาบน้ำทั้งยังแบบธรรมดาและอ่างอาบน้ำวนแล้ว
 
 
https://www.dpceramic.com/bathroom-sanitary-ware/bathtub/

Tags : อ่างอาบน้ำ,-,-

2
ฝักใบ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับห้องอาบน้ำมหาศาล เราจึงจำเป็นต้องใช้เวลาสำหรับการเลือกฝักใบให้เหมาะกับการใช้ เพราะนอกจากประสิทธิภาพที่จะต้องก็ดีแล้ว วันนี้เรามี 4 วิธีที่ใช้ในลัษณะของการเลือกฝักบัว มาดูกันเลยดีกว่าว่า ฝักบัวแบบไหน ที่จะเหมาะสมกับพวกเรานะ

4 ปัจจัยสำหรับเพื่อการเลือกฝักใบ

ชนิดของฝักบัว
ฝักบัวมีทั้งหมด 4 ประเภท


ฝักบัวมือ (Hand Shower)



ฝักบัวสาย พวกเราสามารถถอดด้ามจับจากแท่นวางมาถืออาบได้ ฝักบัวชนิดนี้จึงได้รับความนิยมสำหรับใช้งานในบ้านหรือคอนโด เพราะสบายต่อการใช้งาน รวมทั้งมีราคาที่มัธยัสถ์

* ฝักบัวก้านแข็ง (Head Shower)


ฝักบัวที่มีก้านต่อตรงมาจากท่อประปา การใช้จะคล้ายกับฝักบัวมือ แต่จะไม่มีสายและไม่สามารถถอดด้ามจับออกมาถือได้ ฝักบัวชนิดนี้ มีจุดเด่น คือ น้ำจะกระจัดกระจายไปในทิศทางเดียวกัน สามารถเปิดแรงเท่าไรก็ได้ และไม่มีสายยางให้วิตกกังวลใจ แต่ว่าราคาก็จะเริ่มต้นที่หลักพันจนถึงหลักหมื่น

* ฝักบัวข้าง (Side Shower)

ฝักบัวติดผนัง ติดอยู่รอบข้างราว 3-6 อัน สูงประมาณตนคน แต่ว่าฝักบัวชนิดนี้เหมาะกับเป็นฝักบัวเสริมฝักบัวหลักมากกว่า เพราะเหตุว่าฝักบัวข้าง ทำให้การอาบน้ำสนุกสนานมากขึ้นเรื่อยๆ มีน้ำมาจากรอบทิศทาง แต่ว่าอาจจะเป็นผลให้สิ้นเปลืองน้ำ

* ฝักบัวเพดาน (OverHead Shower)


ฝักบัวเพดานคล้ายกับฝักบัวก้านแข็ง แม้กระนั้นฝักบัวประเภทนี้จะอยู่บนหัวพอดิบพอดี ทำให้การอาบน้ำราวกับอยู่ท่ามกลางสายฝน ถ้าต้องการบรรเทาให้สายน้ำชำระผ่านลำตัวไป ก็จัดว่าผักบัวเพดานให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้ดิบได้ดีทีเดียว

ด้ามจับ
พอรู้จักกับชนิดของฝักบัวแล้ว ก็มาดูที่ด้ามจับ ว่าแบบไหนจะอำนวยความสะดวกให้คนภายในบ้าน ถ้าในบ้านมีสมาชิกที่มากมายช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนแก่ หรือวัยกลางคน การใช้ฝักบัวที่มีด้ามจับ แล้วก็สายบางทีอาจจะสะดวกกว่าการใช้ฝักบัวชนิดอื่น

วัสดุ
ฝักบัวมีหลากหลายวัสดุ เป็นต้นว่า สแตนเลส พลาสติก ทองแดง โครเมียม โลหะผสมดีบุก ทำให้ฝักบัวมีหลากหลายรูปแบบ บางทีอาจเลือกใช้ตามการออกแบบห้องน้ำ อย่างเช่น ถ้าเป็นห้องอาบน้ำโมเดิร์น อาจะเลือกฝักบัวพลาสติก หรือแบบสแตนเลสก็ได้ แล้วก็ถ้าหากเป็นห้องน้ำที่มองหรูหรา ก็ควรที่จะใช้ฝักบัวแบบโลหะผสมด้วยดีบุก

รูปแบบและก็แรงดันน้ำ
ภายหลังจากเลือกใช้จากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว พวกเราก็จำต้องพิจารณาถึงคุณลักษณะอื่นๆฝักบัวที่ดีน่าจะปรับได้หลายแนวทาง รวมทั้งควรเลือกกระแสน้ำได้ด้วย อาทิเช่น กระแสน้ำ ทั้งแบบนวด แบบฉีด หรือแบบกระจัดกระจาย รวมทั้งอีกสิ่งที่ควรนึกถึงเป็น แรงดันน้ำ ต้องดูว่าฝักบัวสามารถส่งแรงดันน้ำได้มากเพียงใด โดยฝักบัวที่ดี ต้องสามารถส่งแรงดันน้ำจากผนังไปอีกตรงกันข้ามฝาผนังได้ แต่ว่าก็ไม่สมควรแรงเหลือเกิน เพราะว่าบางทีอาจส่งผลเสียกับผิวพวกเราได้

สุดท้ายคือเรื่องของราคา การจะซื้อฝักบัวซักชิ้น เราอาจจะคำนึงถึงราคาที่คุ้มค่า เพื่อได้ของที่มีคุณภาพ ลองเข้ามาเลือกฝักบัวที่ DP ceramic เรามีฝักบัวหลากหลายรูปแบบและราคาตอบสนองความต้องการของคุณ
 
https://www.dpceramic.com/bathroom-sanitary-ware/faucet-main/shower/

3
ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย มีหน้าที่หลากหลาย ดังเช่น ขับของเสียออกจากร่างกาย ป้องกันเชื้อโรคและสิ่งปลอมปนไปสู่ร่างกาย

ตับยังเป็นอวัยวะอัศจรรย์ แม้จะใช้งานได้เพียงแต่ 30% แต่ก็ยังสามารถทำงานได้ตามธรรมดา รวมทั้งมีกลไกปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมรวมทั้งฟื้นฟูตนเองได้



พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้มีการเกิดโรคตับ ไม่ใช่แค่การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์แค่นั้น แต่ว่ากว่า 80% มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเราเอง

โรคตับมักไม่มีการแสดงอาการให้มองเห็นกระทั่งอาการจะรุนแรงลุกลามไปมากแล้ว
การตรวจร่างกายตับอย่างสม่ำเสมอในคนที่มีความประพฤติเสี่ยงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันโรคตับได้
“ดื่มเหล้ามากมายๆระวังจะโรคตับแข็ง” มั่นใจว่า เกือบทุกคนคงจะเคยรับรู้ประโยคนี้กันมาบ้าง แต่รู้ไหมว่าในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตับ ไม่ใช่แค่การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เท่านั้น

พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่โรคตับได้มาจากการทานอาหารที่มีไขมันสูง การรับประทานยา วิตามิน หรืออาหารเสริมต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆหรือการติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบ

แม้ผู้ใดรู้สึกตัวว่า กำลังอยู่ในกรุ๊ปเสี่ยง การตรวจตับก็เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ท่านรู้ว่า ขณะนี้ตับของคุณยังแข็งแรงอยู่หรือไม่

ความสำคัญของตับ
ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญเพราะตับมีหน้าที่นานาประการ ทำงานเชื่อมโยงกับหลายๆระบบภายในร่างกาย ดังนี้


* เป็นแหล่งผลิตสารสำคัญต่างๆในร่างกาย
* เป็นแหล่งสะสมอาหาร
* เป็นแหล่งสร้างน้ำดี
* ขับของเสียออกจากร่างกาย
* ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรครวมทั้งสิ่งเจือปน
* เป็นแหล่งรีไซเคิลโปรตีนในร่างกายให้กลับมาใช้งานได้อีกที

ดังนี้ไม่มีอวัยวะใดมาทำหน้าที่กลุ่มนี้แทนตับได้เลย แม้แต่เทคโนโลยีด้านการแพทย์ในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะผลิตอุปกรณ์ใดๆมาปฏิบัติหน้าที่แทนตับได้เช่นเดียวกัน

ตับยังเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์อย่างยิ่งเพราะแม้ว่าจะถูกทำลายจนกระทั่งเหลือใช้งานได้เพียงแต่ 30% แต่ว่าก็ยังสามารถทำงานได้ตามธรรมดา ตับยังมีกลไกการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองอีกด้วยไม่เหมือนกับอวัยวะอื่นๆที่ถ้าหากว่าถูกทำลายไปแล้วก็จะไม่สามารถที่จะใช้งานได้เลย

ด้วยความอัศจรรย์นี้เองที่ทำให้เราไม่เคยรับรู้ถึงสัญญาณเตือนใดๆก็ตามว่า "ตับของเรากำลังมีปัญหาอยู่หรือไม่" เราก็เลยทำพฤติกรรมที่ทำลายตับไปเรื่อยรวมทั้งถึงแม้ตับจะซ่อมแซมตนเองได้ แต่ว่าหากถูกทำลายบ่อยๆโดยไม่ได้หยุดพัก ก็เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน

คนที่เป็นโรคตับจำนวนมากก็เลยมาเจอหมอเมื่ออาการของโรคแพร่กระจายไปไกลจนถึงเกินเยียวยาและก็อาจจะทำให้ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต

ใครที่มีความประพฤติเสี่ยงควรจะตรวจตับบ้าง

* ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์เสมอๆ แอลกอฮอล์จะทำลายเซลล์ตับทำให้มีการเกิดความเสียหาย นานไปจะก่อให้ตับแข็งรวมทั้งเป็นโรคมะเร็งตับได้
* มีภาวะอ้วนลงพุง อาจจะก่อให้เกิดภาวะไขมันพอกตับและทำให้ตับมีการอักเสบตามมา มีโอกาสทำให้ตับแข็ง และเป็นโรคมะเร็งตับได้ในที่สุด
* กินยา หรือสมุนไพร ติดต่อกันเป็นเวลานานๆตับมีบทบาทแปลงสารต่างๆที่เรากินเข้าไปให้อยู่ในรูปที่ร่างกายใช้ประโยชน์งานได้ ยิ่งพวกเรากินยา วิตามิน หรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็นต่อสภาพร่างกาย ไหมมีข้อบ่งชี้ของโรคเข้าไปมากมายๆตับก็ต้องทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย
* กินวิตามินแล้วก็อาหารเสริม ติดต่อกันเป็นเวลานานๆแม้รับประทานวิตามินเกินไปของร่างกาย ตับก็จำต้องขับวิตามินออก แม้เป็นวิตามินกลุ่มที่ละลายในน้ำมัน (A D E K) ซึ่งตับขับออกไม่ได้ ก็จะเข้าไปสะสมในตับแทน เป็นสาเหตุทำให้ตับอักเสบได้เช่นเดียวกัน
* ติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบ เชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับทำให้ตับอักเสบ ถ้าหากมิได้รับการดูแลรักษาอย่างแม่นยำก็ได้โอกาสเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด

ตรวจตับต้องตรวจอะไรบ้าง
การตรวจตับในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงแพทย์จะวัดระดับค่าด้านในเลือดดังนี้

* AST หรือเรียกอีกชื่อว่า SGOT เพื่อตรวจการอักเสบของตับ ค่าปกติคือ น้อยกว่า 40 ยูนิต/ลิตร
* ALT หรือเรียกอีกชื่อว่า SGPT เพื่อตรวจการอักเสบของตับ ค่าปกติคือ น้อยกว่า 40 ยูนิต/ลิตร

แม้ค่าทั้งยัง 2 นี้ปกติก็วินิจฉัยได้ว่า ตับของคุณยังแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม แต่ถ้าเกิดผลออกมาผิดปกติ ร่วมกับอยู่ในกรุ๊ปเสี่ยง ได้แก่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีอาการท้องบวม ท้องมาน ตัว ตาเหลือง หมออาจชี้แนะให้ตรวจเสริมเติม ดังนี้

* Alkaline Phosphatase เพื่อตรวจดูการอุดตันของท่อน้ำดี ค่าปกติเป็น น้อยกว่า 120 ยูนิต/ลิตร
* Albumin เพื่อตรวจสอบการผลิตโปรตีนของตับ ค่าปกติเป็น 3.5-5.5 กรัม/ดล.
* ตรวจอัลตราซาวน์ช่องท้อง เพื่อตรวจค้นความผิดแปลกด้านในตับ ดังเช่น ก้อนเนื้องอก หรือมะเร็ง

*ค่าปกติ หรือค่ามาตรฐานของแต่ละโรงพยาบาลอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ
 
https://www.honestdocs.co/liver-check

Tags : สุขภาพตับ

4


ฟันปลอม หรือด้านการแพทย์เรียกว่า ฟันเทียมคือ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นเลียนแบบฟันเพื่อใช้ทดแทนฟันธรรมชาติที่หายไป

ฟันปลอมมี 3 ประเภท ได้แก่ แบบถอดได้ ประเภทติดแน่น และก็รากเทียม แต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้นาๆประการ

แม้ว่าจะเป็นฟันปลอมแต่ว่าจะต้องดูแล ทำความสะอาดให้ดีไม่แตกต่างจากฟันแท้ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของฟันปลอมไว้ให้นานที่สุด
เมื่อไหร่ที่ฟันมีปัญหา ไม่ว่าจะการพูด การบดเคี้ยวของกิน ควรจะรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการแก้ไข

ถ้าหมอฟันแจ้งว่า ต้องใส่ฟันปลอมจริงๆก็จะต้องใส่ ด้วยเหตุว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียแน่ๆ

ฟันปลอม หรือที่การแพทย์เรียกว่า ฟันเทียม คือ ประดิษฐกรรมที่ผลิตขึ้นเลียนแบบฟันเพื่อใช้ทดแทนฟันธรรมชาติที่หายไป

ประโยชน์ของฟันปลอมมีเยอะมาก ดังเช่น เพื่อความสบายสำหรับการบดเคี้ยวอาหาร เสริมบุคลิกภาพ ทำให้การออกเสียงชัดเจนขึ้น ป้องกันปัญหาเรื่องการล้มเอียงของฟันซี่ที่เหลือไปยังช่องว่างของเหงือก รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับขากรรไกรที่อาจเกิดขึ้น

ประเภทของฟันปลอม
สามารถแบ่งฟันปลอมออกได้เป็น 3 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น ชนิดถอดได้ ชนิดติดแน่น และก็รากเทียม

ฟันปลอมชนิดถอดได้
อาจใช้ทดแทนซี่ฟันที่หายไปเพียงบางซี่ หรือมากกว่านั้น กรณีที่หายไปเพียงบางซี่ หมอฟันจะกรอแต่งรูปร่างของฟันในบางตำแหน่งให้เป็นที่อยู่ของฐานฟันเทียมแล้วก็ตะขอ เพื่อให้ฟันปลอมสามารถใช้งานได้โดยไม่หลุดออกจากปาก

หากเป็นในกรณีที่ทำทั้งยังขากรรไกรก็บางทีอาจเป็นการพิมพ์ปากทั้งยังแนว (บน หรือข้างล่าง) เพื่อเสริมวัสดุเป็นโครงสร้างรองรับไม่ให้ฟันปลอมหลุด

ส่วนวัสดุที่ใช้สำหรับทำฟันปลอมมักทำมาจากอะคลิลิก (พลาสติก) หรือโลหะผสม

ฟันปลอมชนิดติดแน่น
มีหลายอย่าง ถ้าเกิดใช้ในการซ่อมบำรุงฟันซี่ใดซี่หนึ่งเพียงแต่ซี่เดียวจะเรียกว่า “ครอบฟัน” แต่หากใช้ทดแทนซี่ฟันที่หายไปด้วยจะเรียกว่า “สะพานฟัน” หรือ "สะพานฟันติดแน่น" ฟันประเภทนี้ทันตแพทย์จะกรอแต่งฟันซี่ใกล้กันก่อนเพื่อสวมสะพานฟัน

รากเทียม
การรักษาเพื่อทดแทนซี่ฟันที่หายไปเพียงแค่บางซี่ หลายซี่ หรือทั้งยังปาก รากเทียมทำจากโลหะไทเทเนียมซึ่งมีคุณสมบัติเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อของคนเรา

ความรู้สึกเมื่อใส่ฟันปลอม
การใส่ฟันปลอมในตอนแรกจะมีความรู้สึกแปลกๆราวกับมีสิ่งเจือปนเข้ามาอยู่ในปาก ต่อจากนั้นเมื่อใส่ฟันปลิมเสมอๆวันแล้ววันเล่า คุณจะค่อยๆเคยชินไปเอง

หมอฟันจะเสนอแนะให้สวมฟันปลอมตลอดระยะเวลา เว้นเสียแต่เวลานอนเพื่อเหงือกได้พัก และป้องกันเยื่อในโพรงปากอักเสบ


* แนวทางกินอาหารด้วยฟันปลอมอย่างแม่นยำ
* เมื่อเริ่มใส่ฟันปลอมคราวแรกควรรับประทานแต่ว่าอาหารอ่อนๆก่อน
* ตัดอาหารเป็นชิ้นเล็กๆรวมทั้งค่อยๆบดโดยใช้ฟันทั้งสองฟาก
* เลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งและก็อาหารที่มีความเหนียว แข็ง หรือมีความแหลมคม
* กาวติดฟันปลอมจำเป็นจะต้องยังไง

ถ้าฟันปลอมของคุณติดกาวอย่างพอดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้กาวติดฟันปลอม แต่ว่าหากกระดูกฟันกรามกำเนิดหดตัวจนถึงมีความรู้สึกว่า "ฟันปลอมหลวม" ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อกระทำแก้ไข หรือใช้กาวติดฟันปลอมทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น

แต่ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสินค้าและหลบหลีกการใช้กาวปริมาณมากเหลือเกิน

แนวทางกำจัดกาวติดออกมาจากฟันปลอมสามารถทำได้ด้วยการใช้สบู่และน้ำ ส่วนคราบกาวที่ติดอยู่ในช่องปากก็สามารถล้างออกด้วยกระดาษทิชชู่ชุบน้ำ หรือด้วยผ้าเนื้ออ่อนชุบน้ำสะอาดเอามาเช็ดถูฟันปลอมให้ทั่ว

การดูแลช่องปากและทำความสะอาด
การดูแลความสะอาดโพรงปากก็สำคัญเทียบเท่าการทำความสะอาดตัวฟันปลอม ควรจะทำความสะอาดฟันปลอมให้เป็นประจำเพื่อขจัดคราบจุลอินทรีย์แล้วก็เศษอาหารที่บางทีอาจสะสมอยู่

เนื่องด้วยฟันปลอมที่ไม่สะอาดจะเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆยกตัวอย่างเช่น กลิ่นปาก โรคปริทันต์ ฟันผุ แล้วก็การได้รับเชื้อราในโพรงปาก

นอกจากนั้นควรแปรงฟันที่เหลืออยู่กับจำเป็นต้องแปรงเหงือกและลิ้นให้สะอาดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อป้องกันฟันผุและปัญหาในช่องปากอื่นๆและไม่ควรจะใช้ไม้จิ้มฟันทำความสะอาดฟันปลอมในช่องปาก

* แม้เป็นฟันปลอมชนิดติดแน่น ให้ดูแลเหมือนฟันธรรมชาติด้วยการขัดฟันและใช้ไหมขัดฟัน เนื่องจากว่าหากทำความสะอาดไม่ดีอาจเกิดรอยผุได้
* ถ้าหากเป็นฟันปลอมประเภทถอดได้ แช่ฟันปลอมในสารละลายที่มีฟองฟู่ หรือใส่เม็ดทำความสะอาดฟันลงในน้ำแช่ฟันปลอม เพื่อจัดการกับรอยคราบแบคทีเรียที่คงเหลือ
* แปรงและขัดฟันปลอมชนิดถอดได้ด้วยยาสีฟัน หรือสบู่ และล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อกำจัดเศษอาหาร
* ควรจะหาภาชนะใส่น้ำมารองไว้ขณะที่กำลังทำความสะอาดฟันปลอมเพื่อป้องกันการแตกหัก
* การถอดฟันปลอมไว้ภายนอก ควรให้ฟันปลอมมีความชุ่มชื้นตลอดเวลาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้วัสดุฟันปลอมเปลี่ยนรูปร่างไป
* หลังใส่ฟันปลอมควรไปพบหมอฟันเวลาใด
* ถ้าเกิดจำต้องใส่ฟันปลอม คุณควรจะไปพบหมอฟันอย่างสม่ำเสมอ (แม้แต่ฟันปลอมแบบอีกทั้งปากก็ตาม) เพื่อตรวจภาวะหาร่องรอยปัญหาต่างๆ

โดยทั่วไปฟันปลอมมีอายุการใช้แรงงานยาวนานหลายปีถ้าดูแลอย่างยอดเยี่ยม แต่ว่าโดยมากแล้วเหงือกแล้วก็ฟันกรามของจะหดลง ทำให้ฟันปลอมบางทีอาจหลวมและหลุดออกมาได้ โดยเหตุนี้ให้รีบไปพบหมอฟันหากว่า

* ฟันปลอมส่งเสียงในตอนที่คุณกล่าว
* ฟันปลอมหลวม หรือคุณรู้สึกได้ว่า ฟันปลอมน้อยเกินไปดีปากอีกแล้ว
* ฟันปลอมทำให้คุณรู้สึกอึดอัด
* ฟันปลอมมีความเสื่อมโทรมอย่างชัดเจน
* คุณมีสัญญาณของโรคเหงือก หรือฟันผุ ดังเช่น มีเลือดไหลตามไรฟัน มีกลิ่นปาก เป็นต้น

ถ้าหากไม่เปลี่ยนฟันปลอมที่เก่าและไม่พอดี ฟันปลอมอาจทำให้คุณเมื่อยปากได้ บางโอกาสอาจส่งผลไปถึงการได้รับเชื้อ การกินอาหาร การพูด ได้
แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยากใช้ฟันชุดมี่สามที่ชื่อว่า "ฟันปลอม" เลย แต่ว่าเชื่อเถอะว่า ถ้าเกิดถึงเวลาที่จำเป็นที่จะต้องใช้ฟันปลอมจริงๆการันตีว่า ประดิษฐกรรมนี้จะให้ผลดีมากยิ่งกว่าโทษแน่ๆ

อย่างน้อยๆการมีฟันปลอมก็ทำให้ท่านรับประทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย ยิ้มกว้างได้อย่างไม่เก้อเขิน รวมทั้งเป็นตัวช่วยเสริมบุคลิกชั้นดีจริงๆ

https://www.honestdocs.co/denture
 

Tags : ทำฟันปลอม,ฟันปลอม

5
"การตรวจประสิทธิภาพการนอน" (Sleep Test) สำคัญยังไง จำเป็นจะต้องขนาดไหน เนื่องจากมองเผินๆการนอนราวกับเพียงการทิ้งร่างลงแล้วผ่อนคลาย ก่อนจะตื่นขึ้นมาในอีกทีในหลายชั่วโมงต่อไป ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่เพราะเหตุใดต้องมีการตรวจประสิทธิภาพการนอนด้วย




รู้ไหมว่า การนอนที่หลายๆคนมองข้าม โดยความเป็นจริงแล้วเป็นตอนเวลาสำคัญที่สุด นอกเหนือจากพวกเราจะใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนแล้ว ระหว่างที่นอนอวัยวะและก็ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายจะได้รับการฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกด้วยโดยยิ่งไปกว่านั้นสมอง อย่างที่มีผู้เปรียบเทียบว่า การนอนเปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่คอยทำความสะอาดและกำจัดขยะ ความรกรุงรังต่างๆที่คุณสร้างขึ้นในช่วงตื่นออกไปหากอยู่ในวัยเด็กการนอนช่วยสร้างเสริมการเจริญเติบโตได้ด้วย

ทุกเพศทุกวัยมีโอกาสกำเนิดปัญหาด้านการนอนได้ แม้กระนั้นหลายๆคนอาจไม่รู้สึกถึงปัญหาของตน หรือบางทีอาจรู้จากคนใกล้ชิด เช่น นอนกรนเสียงดัง มีอาการสำลัก นอนละเมอ ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่ความผิดแปลกบางส่วนที่มีก็เป็นไปได้ การตรวจประสิทธิภาพการนอน (Sleep test) จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่น่าพิจารณา เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมและสัญญาณต่างๆของร่างกายขณะที่กำลังหลับอย่างละเอียดครบบริบรูณ์ ถ้าเกิดพบว่า มีโรค หรือสภาวะใดซุกซ่อนอยู่จะได้หาทางปรับแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

หลับไม่ดี เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง
การนอนไม่หลับ หลับไม่สบาย หรือหลับแล้วตื่นบ่อยๆเกิดได้จากหลายกรณี ดังเช่นว่า นอนไม่ตรงเวลา อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีเสียงดัง หรือแสงไฟรบกวน ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนระหว่างวันหรือก่อนไปนอน มีความเครียด ฯลฯ ถ้าเกิดนอนไม่หลับจากสาเหตุกลุ่มนี้ เพียงแค่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็มักสามารถแก้ปัญหาได้

ส่วนการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นจากโรคซึ่งอาจก่อเรื่องรุนแรงต่อร่างกาย ที่สำคัญเช่น โรคหยุดหายใจขณะกำลังหลับ (Sleep apnea) แม้เป็นโรคนี้มักทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดน้อยลง ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ หลับไม่สนิท ความสามารถสำหรับในการหลับลึกลดน้อยลง กระทบกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กำเนิดปัญหาเรื่องสมาธิ ความจำ ปัญหากลุ่มนี้นอกเหนือจากการที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานแล้วยังอาจกระทบต่อสุขภาพจิตอีกด้วย นอกจากนั้นถ้าหากปล่อยไว้นานไม่ได้รับการรักษาก็อาจส่งผลให้เกิดการเสื่อมความสามารถทางเพศ โรคเรื้อรังต่างๆเช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดสมองตีบ หรือแตก นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอันตรายจนกระทั่งแก่ชีวิตได้

ทั้งนี้ในบางรายที่มีลักษณะนอนเท่าใดก็ไม่อิ่ม ง่วงช่วงเวลากลางวันเสมอๆ หรืออาจผล็อยหลับไม่รู้ตัว อาจเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการนอน การขาดสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า "ไฮโปรเครติน" ทำให้สมองไม่สามารถควบคุมวงจรการนอนหลับได้ อาการกลุ่มนี้บางทีอาจนำไปสู่โรคลมหลับ (Narcolepsy) ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่างๆอีกทั้งการขับขี่ การเดินทาง การใช้งานเครื่องจักร แล้วก็จากการทำงานบางชนิดได้

นอกเหนือจากนี้การหลับไม่ดีอาจเกิดขึ้นเนื่องจากกลุ่มอาการขาซน (Restless legs syndrome: RLS) หรือขากระตุกขณะที่กำลังนอนหลับ (Periodic Limb Movement Disorder: PLMD) อาการเหล่านี้จะรบกวนการนอนหลับระหว่างคืน

การตรวจ Sleep test จะสามารถช่วยทำให้แพทย์วินิจฉัยปัญหาด้านการนอนได้ถูกจำพวกเพื่อการรักษาที่สมควรได้

กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคหยุดหายใจขณะกำลังหลับ
โรคหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ว่าคนกลุ่มต่อแต่นี้ไปมีความเสี่ยงที่จะมีโรคมากยิ่งกว่าคนอื่นๆ

* ผู้ชาย
* แก่
* ผู้หญิงวัยทอง
* ผู้มีโครงสร้างระบบทางเดินหายใจแคบ (โดยอาจเป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นจากโรคภูมิแพ้)

อาการไหนบ้างแสดงว่าคุณควรไปตรวจ Sleep test?
ถ้าเกิดคนใกล้ตัวบอก หรือคุณพินิจตนเองแล้วพบว่ามีลักษณะเหล่านี้ บางทีอาจหมายถึงการนอนของคุณมีปัญหา หรือนอกเหนือจากนี้คือมีความผิดธรรมดาอะไรบางอย่างภายในร่างกายหลบซ่อนอยู่

* นอนกรน เสียงกรนสะดุดเป็นระยะๆไม่สม่ำเสมอ บางเวลาเงียบหายไปแล้วกลับมาหายใจเฮือกอีกครั้ง
* ตื่นมาไม่สดชื่น เสมือนคนอดหลับอดนอน
* ปวดศีรษะเช้าตรู่
* หายใจไม่สะดวก
* ง่วงงุนกลางวัน
* อ่อนแรง
* รำคาญง่าย
* ไม่มีสมาธิ
* ความจำไม่ดี
* รำคาญง่าย
* อายุยังน้อย แต่ความดันเลือดสูง
* ฝันร้าย
* ละเมอ
* นอนกัดฟัน

แนวทางการตรวจ Sleep test
ในการตรวจ Sleep test ผู้มีปัญหาการนอนจำเป็นต้องหารือกับหมอผู้เชี่ยวชาญซะก่อน ต่อจากนั้นแพทย์จะวิเคราะห์อาการเบื้องต้น หรือสันนิษฐานแนวโน้มอาการเจ็บป่วยที่ผู้มารับการตรวจอาจเป็น แล้วดำเนินการตรวจตามแนวโน้มนั้นๆ

แล้วจะมีการติดอุปกรณ์บนร่างกายเพื่อตรวจหาสัญญาณจากร่างกายในส่วนต่างๆอาทิเช่น

* สัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมอง
* ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
* ตรวจจับสัญญาณการขยายตัวของปอดแล้วก็ท้อง
* วัดระดับลมหายใจเข้าออก
* วัดระดับออกซิเจน
* เมื่อติดอุปกรณ์แล้วเสร็จจะให้ผู้เข้ารับการตรวจนอนในห้องที่มีเครื่องมือบันทึกพฤติกรรมขณะกำลังนอนหลับ โดยอาจเป็นการนอนเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง หรือนอนค้างคืนในโรงพยาบาลตลอดทั้งคืนเลยก็ได้ (การนอนแบบสมบูรณ์) โดยมีข้าราชการเฝ้าทั้งคืน หรือาจไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าก็ได้

ด้วยอุปกรณ์แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ ท่าทางขณะนอนหลับ ลักษณะการเคลื่อนไหวของทรวงอก การหายใจ ระดับเสียงกรน คลื่นสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ค่าออกซิเจน หรือคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด อื่นๆอีกมากมาย จะถูกบันทึกไว้ เพื่อส่งต่อให้แพทย์เพื่อใช้ในลัษณะของการแปลผล

การตรวจ Sleep test มีผลแทรกซ้อนหรือไม่?

ยังไม่มีรายงานถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออันตรายจากการตรวจคุณภาพการนอน การติดอุปกรณ์บนร่างกายคนรับการตรวจก็เป็นเพียงแต่การใช้สายโลหะสัมผัสและยึดติดกับบริเวณผิวหนังด้วยพลาสเตอร์เท่านั้น ไม่มีการเจาะ หรือฝังอุปกรณ์ใดๆก็ตามหรือส่งสัญญาณกระแสไฟฟ้าหรือคลื่นใดๆเข้าร่างกายทั้งสิ้น

แต่ อุปกรณ์วัดสัญญาณต่างๆอาจก่อให้รู้สึกป่วยตัวได้บ้าง และก็สำหรับผู้ที่มีประวัติการแพ้พลาสเตอร์ ควรจะแจ้งให้หมอทราบก่อนได้รับการตรวจ

การเตรียมความพร้อมก่อนตรวจ Sleep test
เพราะว่าการตรวจ Sleep test จะเป็นการบันทึกพฤติกรรม แล้วก็วัดค่าสัญญาณต่างๆที่เกิดขึ้นขณะกำลังนอนหลับ ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำก่อนเข้าตรวจสำคัญๆแล้วจึงเป็นการทำให้คุณหลับได้อย่างปกติเหมือนทุกๆวัน เพื่อผลของการตรวจถูกต้องที่สุด อาทิเช่น

* อาบน้ำสระผมให้สะอาดก่อนมาเข้ารับการตรวจ และไม่ใช้น้ำมันสเปรย์ใส่ผม หรือครีมแต่งผม
* งดเว้นนอนในเวลากลางวัน ถ้าหากไม่ใช่สิ่งที่เคยทำประจำ
* ก่อนที่จะมีการตรวจ 5 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรจะกินน้ำให้น้อยลง แล้วก็กินข้าวเย็นให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนมาตรวจ
* งดเว้นดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการตรวจ 24 ชั่วโมง
* งดดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มกระตุ้นประสาทก่อนเข้ารับการตรวจอย่างต่ำ 12 ชั่วโมง
* งดเว้นออกกำลังกายอย่างมากในระยะหลังเที่ยงตรง
* ถ้ามียาที่จำเป็นต้องกินเป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่น ยาลดความดันโลหิต ชูลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนว่า จึงควรงดเว้นหรือเปล่า
* เพศชายควรโกนหนวดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนมาตรวจ หญิงควรไม่แต่งหน้าทาปากแล้วก็ทาเล็บ
* ไม่สวมใส่เครื่องประดับที่รบกวนการนอน
* ใส่เสื้อผ้าราวกับชุดที่ใส่แต่งกายนอนประจำ
* นอนในท่าที่สบายแล้วก็เคยชิน
* นอกเหนือจากนี้ก่อนไปตรวจ Sleep test คุณอาจเตรียมตัวในเรื่องเฉพาะบุคคล ดังเช่นว่า นำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน หรือเครื่องใช้ส่วนตัวที่ต้องอื่นๆไปด้วยสำหรับล้างหน้าตอนเวลาเช้า เผื่อไว้ในเรื่องที่โรงพยาบาลที่คุณไปตรวจคุณภาพการนอนไม่มีบริการกลุ่มนี้รองรับ

ถ้าเกิดมีลักษณะไม่ปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ยิ่งถ้าเกิดความแตกต่างจากปกตินั้นทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ควรจะปรึกษาหมอ หรือจะเลือกทำ Sleep test ก่อนก็เป็นทางออกที่ดี แถมเดี๋ยวนี้ยังมีให้บริการหลายแห่ง ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยาก หรือมีความเสี่ยงใดๆ

https://www.honestdocs.co/sleep-test
 

Tags :  ความดันโลหิต, ฟัน, หยุดหายใจขณะหลับ

6
การอุดฟันเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียเนื้อฟันที่เกิดขึ้นมาจากต้นสายปลายเหตุต่างๆเช่น ฟันผุ ฟันสึก ฟันแตกหัก หรือบิ่นจากอุบัติเหตุ แล้วก็เคยอุดฟันมาสุดแต่วัสดุที่ใช้นั้นเกิดเสีย หมดอายุ หรือซี่ฟันแตกไป จุดม่งหมายเพื่อให้สามารถใช้งานฟันซี่นั้นได้ปกติสูงที่สุดและก็มีรูปทรงเหมือนเดิมที่สุด


 
การอุดฟันเป็นการรักษาเบื้องต้นซึ่งพบบ่อยที่สุดในฟันของผู้คนส่วนมาก ผู้ที่ได้รับการอุดฟันควรรักษาฟันที่อุด และรักษาสุขภาพช่องปากของตัวเองเพื่อคุ้มครองฟันผุซ้ำต่อไป

การอุดฟันคืออะไร?
การอุดฟันเป็น การดูแลรักษาฟันที่ผุ ผุกร่อน หรือหัก โดยเพิ่มวัสดุสังเคราะห์เข้าไปที่ตัวฟัน ทดแทนเนื้อฟันที่สูญเสียไป เพื่อฟันสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้ทั้งการบด กลืน พูด แล้วก็มีทรงคล้ายกับรูปทรงเดิม

ขั้นตอนอุดฟันจะเริ่มทำภายหลังที่ทันตแพทย์ได้กรอ ขูด หรือกำจัดเนื้อฟันส่วนที่ผุออกไป ในขั้นตอนนี้เองที่บางทีอาจสร้างความเจ็บปวดได้ เหตุเพราะตำแหน่งที่ฟันผุบางทีอาจอยู่ใกล้โพรงประสาท หรือมีสัดส่วนฟันผุออกจะมาก หมอฟันจึงมักพินิจให้ยาชาเฉพาะที่เพื่อคุ้มครองปกป้องความเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ภายหลังจากกรอเนื้อฟันที่เสียออกไปกระทั่งหมด ทันตแพทย์จะตกแต่งเนื้อฟันส่วนที่เหลือ และชำระล้างจัดเตรียมไว้สำหรับในการอุดฟันถัดไป

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการอุดฟันจะเป็นการรักษาโรคฟันผุ แต่ต่อมาถ้าหากคนไข้ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายช่องปากได้ไม่ดี ฟันซี่เดิมก็สามารถกลับมาผุซ้ำได้ในบริเวณขอบของวัสดุอุดเดิม หรือแม้แต่บริเวณอื่นในฟันซี่เดียวกัน

การอุดฟันมีกี่แบบ?
แม้แบ่งตามลักษณะของวัสดุอุดฟัน จะแบ่งได้เป็น 2 แบบ ตัวอย่างเช่น

1.วัสดุสีโลหะ (อะมัลกัม)
อะมัลกัมเป็น โลหะผสมระหว่าง เงิน (22-65%) แร่ดีบุก (14-30%) ทองแดง (6-30%) ปรอท (3%) รวมทั้งสังกะสี (2%) มีการใช้อะมัลกัมเป็นวัสดุอุดฟันมานานกว่า 100 ปี

* ข้อดีคือ มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงบดเคี้ยว ราคาถูก แล้วก็มีขั้นตอนสำหรับเพื่อการอุดไม่ยาก
* ข้อเสียคือ การใช้อะมัลกัมอุดฟันจะแลเห็นเป็นสีเงิน หรือสีเทาดำ ก็เลยไม่นิยมใช้ในรอบๆที่แลเห็นได้ง่าย เป็นต้นว่า ฟันหน้า เนื่องจากไม่สวยงาม ทั้งสีของอะมัลกัมยังสามารถซึมไปเลอะเทอะเนื้อฟันบริเวณอื่น เหงือก รวมทั้งกระพุ้งแก้ม ซึ่งขจัดออกได้ยากมาก ตอนนี้จึงใช้อะมัลกัมอุดในฟันซี่หลังๆหรือฟันขนาดใหญ่ อาทิเช่น ฟันกราม

ยิ่งกว่านั้นใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการอุดฟันด้วยอะมัลกัม ยังไม่สมควรเคี้ยวอาหารเนื่องจากเสี่ยงต่อการแตกหักได้

2.วัสดุสีเหมือนฟัน (เรซินคอมโพสิต)
วัสดุสีคล้ายฟันเป็นวัสดุอุดสังเคราะห์ที่มีสีใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ จึงมักใช้ในบริเวณที่อยากความงาม ยกตัวอย่างเช่น ฟันหน้า

แม้กระนั้น วัสดุสีเหมือนฟันนี้แม้ว่าจะมีความแข็งแรงพอสมควร


* ข้อบกพร่องเป็น ความสามารถในรับแรงบดเคี้ยวได้น้อยกว่าวัสดุอุดโลหะ หรืออะมัลกัม จึงไม่นิยมใช้อุดฟันขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ฟันกราม เพราะว่าได้โอกาสเกิดการบิ่น หรือแตกหักได้ง่าย นอกเหนือจากนี้วัสดุสีเหมือนฟันยังราคาแพงแพงกว่าวัสดุอุดโลหะ ก็เลยบางทีอาจเป็นความจำกัดสำหรับผู้ใช้บริการบางกรุ๊ปได้

ในระยะยาววัสดุสีคล้ายฟันเหล่านี้ยังได้โอกาสติดสีรอยเปื้อนจากกาแฟ ชา บุหรี่ และก็โลหะ ได้แก่ ลวดรีเทนเนอร์ ตะขอของฟันปลอมได้

* ข้อจำกัดในกรรมวิธีการอุดด้วยวัสดุสีเหมือนฟันเป็น จำต้องปราศจากการปนเปื้อนจากความชุ่มชื้นจึงไม่สามารถที่จะอุดได้ในเรื่องที่ไม่สามารถกันน้ำลายผู้ป่วยช่วงเวลาที่อุดได้ ยกตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วยเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือ

วิธีการอุดฟันเป็นอย่างไร ใช้เวลานานหรือเปล่า?
ก่อนจะมีการอุดฟัน หมอฟันจะตรวจวิเคราะห์ก่อนว่า ฟันซี่นั้นสามารถอุดได้หรือไม่และเหมาะสมกับวัสดุจำพวกใด มีข้อพิจารณาโดยธรรมดาดังนี้

ฟันซี่ที่ผุต้องไม่ลุกลามเข้าไปในโพรงประสาทฟัน

* ฟันจะต้องมีที่เหลือพอเพียงต่อการยึดของวัสดุที่ใช้สำหรับการอุด
* ภาวะเหงือกบริเวณฟันซี่ที่จะอุดควรอยู่ในสภาพปกติ

อุดฟันแล้วเจ็บไหม
อุดฟันแล้วเจ็บไหม คงเป็นคำถามที่ผู้ยังไม่เคยผ่านกระบวนการนี้ต้องการทราบเยอะที่สุดเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ

* คำตอบเป็น มีโอกาสเจ็บ หรือเสียวฟันได้ในขั้นตอนที่ทันตแพทย์กรอ ขูด หรือกำจัดเนื้อฟันส่วนที่เสียออกไป ส่วนต้นสายปลายเหตุที่เจ็บ หรือเสียวฟันนั้นอาจมาจากตำแหน่งที่ฟันผุบางทีอาจอยู่ใกล้โพรงประสาท หรือฟันผุออกจะมาก


ฉะนั้นหมอฟันก็เลยมักพิเคราะห์ให้ยาชาเฉพาะที่ก่อนที่จะมีการกรอฟันเพื่อคุ้มครองป้องกันความเจ็บปวดที่บางทีอาจเกิดขึ้น แม้กระนั้นบางบุคคลอาจไม่ขอฉีดยาชา แต่ระหว่างที่กรอฟันหากมีอาการเจ็บ หรือเสียวฟัน สามารถยกมือบอกทันตแพทย์เพื่อขอให้ใช้ยาชาเฉพาะที่ได้

https://www.honestdocs.co/know-everything-about-filling-teeth
 

Tags :  สุขภาพช่องปาก

7
มีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่พยายามจะมีลูกแต่ว่าก็ไม่เป็นผลสำเร็จ โดยหนึ่งในสาเหตุที่หลายคู่มีลูกยากนั้น อาจเกิดจากแต่งงานหรือสร้างครอบครัวกันช้าขึ้น ทำให้ร่างกายบางทีอาจไม่พร้อมเหมือนการมีลูกเท่าช่วงวัยหนุ่มสาวอีกต่อไป หรืออาจเกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างจากปกติของร่างกายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แม้คู่ของคุณได้พยายามมีลูกมาแล้วเป็นเวลาขั้นต่ำ 1 ปี แต่ว่าไม่เป็นผลสำเร็จ ซึ่งนี่ก็แปลว่าคุณหรือแฟนบางทีอาจประสบพบปัญหามีลูกยาก และก็ควรจะที่จะเข้ารับการ “ตรวจมีลูกยาก” หรือตรวจภาวะมีลูกยากเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขถัดไป

ภาวะมีลูกยากเกิดจากอะไร
การปฏิสนธิรวมทั้งตั้งท้องนั้นต้องอาศัยความพร้อมด้านสุขภาพของคนทั้งสองทั้งต้นเหตุหลายๆอย่าง จึงจะสำเร็จ โดยจากสถิติพบว่าปัญหามีลูกยากของคู่ควงเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากฝ่ายชาย 33% และก็ฝ่ายหญิง 33% ส่วนที่เหลือนั้นมีสาเหตุจากปัญหาของทั้งสอง หรือเปล่าสามารถกำหนดได้แน่ชัด

ต้นเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะมีลูกยาก

* อายุ สิ่งสำคัญที่นำมาซึ่งภาวะมีลูกยาก เนื่องด้วยภาวะเจริญพันธุ์ของเพศหญิงจะเบาๆลดน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไปที่คุณภาพและก็จำนวนไข่ที่ผลิตออกมาเริ่มมีจำนวนน้อยลง ส่วนเพศชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปก็จะมีความสมบูรณ์ทางเพศลดน้อยลงเช่นเดียวกัน
* การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มมึนเมา หากอยากตั้งท้อง คุณควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แล้วก็การสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลให้ช่องทางการตั้งท้องต่ำลง และทำให้เพศชายเกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศหรือมีปริมาณสเปิร์มลดลง นอกเหนือจากนั้นยังเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง หรือเสี่ยงมีการแท้งลูกได้
* น้ำหนักตัวที่มากเกินพอดี คือหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก แล้วก็อาจส่งผลต่อปริมาณสเปิร์มลดน้อยลงด้วย
* ออกกำลังกายไม่พอ การออกกำลังสามารถช่วยลดภาวการณ์อ้วนซึ่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก และก็ยังเพิ่มความแข็งของร่างกาย รวมถึงลดความเสี่ยงของปัญหาที่เกิดขึ้นกับการตกไข่ของผู้หญิงอีกด้วย

เพราะอะไรจำเป็นต้องตรวจภาวะมีลูกยาก
ภาวะมีลูกยาก หมายถึงการที่ประสบความล้มเหลวสำหรับในการตั้งครรภ์หลังจากเพียรพยายามมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ถึงแม้คุณและก็แฟนจะร่วมเพศบ่อยมากโดยไม่ได้มีการป้องกันก็ตาม โดยภาวะนี้เกิดขึ้นได้อีกทั้งกับเพศชายและสตรี สำหรับสตรีนั้นจะจัดว่ามีภาวะมีลูกยากก็ต่อเมื่อเพียรพยายามจะท้องมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว และไม่มีการใช้ยาคุม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ส่วนเพศชายจะมองจากการมีปริมาณสเปิร์มไม่เพียงพอหรือสเปิร์มไม่แข็งแรงพอที่จะไปกำเนิดกับไข่ได้

ดังนี้ถ้าหากกังวลเกี่ยวกับปัญหามีลูกยาก คุณสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจภาวะมีลูกยากได้ตั้งแต่เนิ่นๆไม่มีความจำเป็นที่ต้องรอคอยให้ถึง 1 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงที่มีอายุมากกว่า35 ปี เนื่องจากว่ายิ่งอายุมากขึ้น จังหวะท้องสำเร็จก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย

ตรวจภาวะมีลูกยาก มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
หากยังไม่แน่ใจว่าปัญหามีลูกยากมีต้นเหตุจากฝ่ายใดกันแน่ หรือแม้จะทราบอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมีปัญหา คุณทั้งสองก็ควรจะมารับการตรวจภาวะมีลูกยากไปพร้อมๆกัน เพื่อทำความเข้าใจและเป็นกำลังใจให้กัน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยทำให้การตรวจรักษาเป็นไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการซักประวัติ
ในพื้นฐานหมอจะซักประวัติและถามคำถามเพื่อประเมินต้นเหตุของภาวะมีลูกยากของคู่ครองดังต่อไปนี้

* ฝ่ายหญิงเคยมีลูกมาก่อนไหม ถ้าเกิดเคยมี การตั้งท้องครั้งที่แล้วๆของคุณเป็นยังไงมีภาวะแทรกซ้อนหรือการแท้งลูกเกิดขึ้นหรือไม่ และก็ฝ่ายชายเคยมีลูกกับคนรักเก่าไหม
* คุณเพียรพยายามมีลูกมานานเพียงใดแล้ว โดยคู่สมรสมากยิ่งกว่า 80% จะสามารถมีลูกได้ด้านใน 1 ปี ถ้าเกิดฝ่ายหญิงมีอายุน้อยกว่า 40 ปี และมีเซ็กส์ทุกๆ2-3 วัน โดยไม่มีการคุ้มครองป้องกัน ส่วนอีกโดยประมาณ 10% จะมีลูกเสร็จในปีต่อไป และส่วนที่เหลือจะเผชิญภาวะมีลูกยาก
* คุณร่วมเพศบ่อยเพียงใดรวมทั้งมีปัญหาสำหรับเพื่อการมีเซ็กส์ไหม ทั้งสองควรจะเปิดอกและก็บอกให้แพทย์รู้อย่างไม่อ้อมค้อม ไม่ต้องอาย เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่หมอผู้วินิจฉัยจำเป็นที่จะต้องทราบ เพื่อจะให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ
* ก่อนหน้านั้นคุณใช้แนวทางคุมกำเนิดแบบใด แล้วก็หยุดใช้มานานมากแค่ไหนแล้ว
* ระดูของฝ่ายหญิงมาเป็นปกติหรือไม่ มีเลือดไหลระหว่างรอบเดือนหรือข้างหลังการร่วมเพศหรือไม่
* คุณมีโรคประจำตัว โรคติดต่อทางเพศสมาคม หรือเคยรับการผ่าตัดใดๆก็ตามมาก่อนไหม
* คุณใช้ยารักษาโรคในขณะที่หาซื้อได้เองและก็สั่งจ่ายโดยแพทย์ วิตามิน สมุนไพร หรืออาหารเสริมชนิดใดอยู่หรือเปล่า
* พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณเป็นยังไง เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดภาวะมีลูกยากได้ ได้แก่ สูบบุหรี่ น้ำหนักเกินมาตรฐาน ดื่มแอลกอฮอล์เยอะเกินไป เครียด หรือใช้ยาเสพติด สาเหตุกลุ่มนี้อาจจะส่งผลให้มีลูกยากได้

คู่แต่งงานบางคู่เพียงแค่เข้ารับคำขอคำแนะนำดังข้างต้นและก็ทำตามคำแนะนำจากหมอก็มีลูกสำเร็จได้ แต่บางคู่ก็จำเป็นต้องตรวจค้นสาเหตุรวมทั้งรักษาด้วยการใช้วิธีทางการแพทย์ต่อไป

ขั้นตอนการตรวจภาวะมีลูกยาก
การตรวจมีลูกยากในฝ่ายชายมักเริ่มจากการตรวจน้ำเชื้อ ซึ่งส่วนมากจะสามารถบอกได้ในทันทีว่ามีภาวะมีลูกยากไหม คุณต้องงดการร่วมเพศและงดเว้นการหลั่งอสุจิเป็นเวลา 3-7 วันก่อนมาตรวจไม่ควรน้อยหรือเป็นเวลานานกว่านี้ ส่วนการตรวจมีลูกยากในฝ่ายหญิงจะขั้นตอนและก็แนวทางการตรวจที่สลับซับซ้อนกว่า อาทิเช่น

* ตรวจภายใน
* ตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน
* อัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อมองมดลูกแล้วก็รังไข่
* ฉีดสีเข้าโพรงมดลูกกับส่องกล้องมองโพรงมดลูกแล้วก็ท่อนำไข่
* ส่องกล้องดูโพรงมดลูกและก็อุ้งเชิงกราน

ทั้งสิ้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างกระบวนการที่หมออาจใช้สำหรับการตรวจ แน่นอนว่าคุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจทุกแนวทาง การตรวจที่สมควรจะตรึกตรองจากประวัติแล้วก็ผลของการตรวจร่างกายของคุณว่าปัญหามีลูกยากน่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดได้บ้าง
ตรวจภาวะมีลูกยาก แล้วก็รักษาภาวะมีลูกยาก มีค่าใช้จ่ายเยอะแค่ไหน

การตรวจภาวะมีลูกยากในขั้นรับคำขอความเห็นแล้วก็ตรวจร่างกายทั่วๆไป ตรวจข้างใน หรือตรวจความสมบูรณ์ของน้ำเชื้อนั้นมีค่าใช้จ่ายราวๆไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการดูแลและรักษาด้วยเทคโนโลยีปรับปรุงภาวะมีลูกยากนั้นอาจมีค่าครองชีพมากถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน แล้วก็หลังจากปรึกษาและยังรวมไปถึงเมื่อไปสู่กรรมวิธีรักษาไปแล้ว ก็ยังไม่อาจจะค้ำประกันว่าจะช่วยทำให้สำเร็จสำหรับการตั้งท้องได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
 
https://www.honestdocs.co/infertility-checkup

Tags :  เพศสัมพันธ์, การติดเชื้อ, ติดเชื้อ

8
ภายในร่างกายของเรามีสารเคมีที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” ซึ่งทำหน้าที่ส่งข้อมูลจากต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland) ผ่านไปทางกระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมาย ฮอร์โมนแต่ละจำพวกมีบทบาทไม่เหมือนกัน โดยรวมเป็นมีส่วนช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายให้สมดุลทำงานได้ตามปกติ เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป การตรวจฮอร์โมน เพื่อตรวจหาความเปลี่ยนแปลง ก็เลยบางทีอาจเป็นสิ่งจำเป็น



หากฮอร์โมนเสียสมดุลอาจมีผลต่ออารมณ์ สุขภาพ ผิวพรรณ หรืออาจทำให้มีความผิดแปล หรือโรคร้ายต่างๆตามมาได้ ด้วยเหตุนี้ "การตรวจระดับฮอร์โมน" หรือ "ตรวจความสมดุลของฮอร์โมน" ก็เลยถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อใช้ประเมินอาการไม่ปกติที่เกิดขึ้นอยู่กับร่างกายว่า มีเหตุที่เกิดจากระดับฮอร์โมนไหม เพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมถัดไป

ความผิดแปลกที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อระดับฮอร์โมนผิดปกติ

* อัตราการเผาพลังงานของร่างกายลดลง ปริมาณไขมันสะสมภายในร่างกายมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดโรคอ้วนบางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวการณ์ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคหัวใจขาดเลือดได้อีกด้วย
* มวลกล้ามเนื้อต่ำลง
* ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย ทำให้มองดูแก่กว่าวัย
* การนอนหลับที่ไม่ปกติ ทำให้นอนหลับยากขึ้น หรือนอนหลับไม่สนิท
* อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย อาจเกิดภาวะเศร้าหมอง จำอะไรไม่ค่อยได้
* ความสุขทางเพศลดน้อยลง


สัญญาณเตือนที่ชี้ว่า ควรตรวจฮอร์โมน

* รอบเดือนมาผิดปกติ โดยธรรมดารอบเดือนจะมาทุก 21-35 วัน แต่ว่าถ้าระดูของคุณมามีความขัดแย้งทุกเดือน หรือข้ามเดือน อาจมีเหตุมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือโปสเจสเตอโรนผิดปกติ อย่างไรก็ดี ถ้าคุณอายุ 40-50 ปี อาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุว่า คุณกำลังไปสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน
* นอนไม่หลับ ตามปกติฮอร์โมนเมลาโทนินจะมีส่วนช่วยในการนอนทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายลง ส่งผลให้สามารถนอนได้ดี ถ้าระดับของเมลาโทนินต่ำเกินความจำเป็น บางทีอาจเกิดอาการร้อนวูบวาบแล้วก็มีเหงื่อแตกช่วงเวลาค่ำคืน ซึ่งทำให้นอนยากขึ้น
* อารมณ์ผันแปร หงุดหงิดง่าย เครียด ซึมเศร้า เมื่อฮอร์โมนลดลง หรือมีการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว อาจก่อให้เรารู้สึกอารมณ์เสีย หรือมีอารมณ์แปรปรวนได้ โดยฮอร์โมนเอสโตรเจน ถือว่าเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ส่งผลต่อสารเคมีในสมองอย่างเซโรโทนิน โดพามีน รวมทั้งนอร์อิพิเนฟริน ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวโยงกับอารมณ์
* น้ำหนักขึ้น ด้วยเหตุว่าฮอร์โมนไทรอยด์ หรือต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย อุณหภูมิของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระดับไขมันในเลือด โดยเหตุนั้นหากระดับฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะเป็นผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติได้
* เป็นสิวมากยิ่งกว่าปกติ ตามธรรมดาผิวหนังของผู้คนจะมีความชื้น เนื่องด้วยต่อมใต้ผิวหนังผลิตซีบัมซึ่งเป็นของเหลวที่มีน้ำมันรวมทั้งขี้ผึ้งปนกันแล้วส่งผ่านท่อเล็กๆขึ้นมาหล่อเลี้ยง สิวจะเกิดขึ้นเมื่อท่อเล็กๆกลุ่มนี้ตัน โดยฮอร์โมนที่ผิดปกติจะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จังหวะที่ท่อส่งไขมันจะตันจนกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดสิวก็มากขึ้นด้วย
* ผิวพรรณแห้งกระด้าง กำเนิดริ้วรอยก่อนวัย ฮอร์โมนเอสโทรเจนเป็นฮอร์โมนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณและริ้วรอยต่างๆถ้าหากฮอร์โมนประเภทนี้น้อยลงจะส่งผลต่อผิวพรรณทำให้ไม่สดใสได้แก่เดิม หรือมีริ้วรอยก่อนวัย


ผู้ใดควรตรวจฮอร์โมน
ระดับฮอร์โมนจะเริ่มเปลี่ยนในช่วงวัยรุ่นแม้กระนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อไปสู่วัยผู้ใหญ่ฮอร์โมนก็เลยอยู่ในภาวะสมดุล กระทั่งเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มลดจำนวนการหลั่งฮอร์โมนลงถึง 40% แล้วก็ทุกๆ10 ปี จะลดน้อยลงเฉลี่ย 14% นำมาซึ่งความไม่ปกติดังที่กล่าวมา ด้วยเหตุนั้นการตรวจฮอร์โมนสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี หรือในคนที่เริ่มคิดว่า ร่างกายผิดปกติ ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล เป็นต้นว่า ดำรงชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัสมลพิษที่มีต้นเหตุมากจากสภาพแวดล้อม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดูดบุหรี่ นอนไม่พอ เป็นต้น

ตรวจฮอร์โมนเบื้องต้นมีอะไรบ้าง
ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TSH Triiodothyronine Free (Free T3) Thyroxine Free (Free T4) )

* ตรวจฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต (Morning Cortisol)
* ตรวจฮอร์โมนอินซูลิน (Fasting Insulin)
* ตรวจเพื่อติดตามการควบคุมเบาหวาน (HbA1c)
* ตรวจระดับฮอร์โมนเพศหญิง (Estradiol)
* ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย (Free Testosterone)
* ตรวจสารขึ้นต้นของฮอร์โมนเพศ (Dehydroepiandrosterone Sulphate)
* ตรวจค้นระดับโปรตีนด้ามจับกับฮอร์โมนเพศ (Sex Hormone Binding Globulin)


แนวทางการรักษา ถ้าเกิดตรวจฮอร์โมนแล้วไม่สมดุล

ถ้าตรวจเจอว่า ระดับฮอร์โมนไม่สมดุล เราสามารถปรับระดับฮอร์โมนได้ง่ายๆด้วยการปรับเปลี่ยนความประพฤติดังนี้


* ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์
* หลีกเลี่ยงการกินแป้ง น้ำตาล หรือของกินที่มีไขมันสูง พวกไขมันทรานส์ แต่ว่าควรเน้นบริโภคไขมันกรุ๊ปโอเมก้า 3-6-9
* เน้นย้ำบริโภคธัญพืช ผัก ผลไม้
* ดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 2-3 ลิตร
* พักผ่อนให้เพียงพออย่างต่ำ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
* ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ทีละราวๆ 30 นาที
* หลบหลีกการสูบยาสูบรวมทั้งดื่มแอลกอฮอล์
* แต่ว่าถ้าหากระดับฮอร์โมนไม่ปกติค่อนข้างมากมาย หมออาจวิเคราะห์ให้รับประทานฮอร์โมน หรือยาอื่นๆเพื่อปรับสมดุลร่างกาย ดังนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์


การตรวจฮอร์โมนถือว่า มีความสำคัญเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องแม่นยำเยอะขึ้นแล้วก็หาทางรักษาได้อย่างเหมาะสม แม้กระนั้น แม้คุณไม่ได้มีความผิดธรรมดาทางร่างกายอะไรก็ตามไหมได้มีสัญญาณเตือนตามที่กล่าวมาบางทีอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจระดับฮอร์โมนเลยก็ได้ แค่เพียงรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและตรวจสุขภาพรายปีอย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถช่วยให้คุณสุขภาพดี ไกลห่างโรคได้แล้ว


ขอบคุณบทความดีๆ จาก https://www.honestdocs.co/check-hormone


Tags :  ซึมเศร้า

9
"โรคหัวใจ" เป็นภัยเงียบที่หลายคนมีความคิดว่า เป็นสิ่งไกลตัว ยังไม่แก่ มิได้อ้วน ไม่ได้กินอาหารมันๆจำนวนมาก ฯลฯ จึงมิได้เอาใจใส่ หรือมองเห็นความสำคัญของการตรวจหัวใจ ซักเท่าไหร่ แต่ว่าแม้มาดูสถิติดังนี้แล้วคุณอาจจะกลับใจก็เป็นไปได้



องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ในปี 2558 กลุ่มโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดเป็นต้นเหตุการตายชั้น 1 และจากสถิติกันยายน พุทธศักราช 2561 กระทรวงสาธารณสุข เมืองไทย ได้เปิดเผยจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจว่ามีมากกว่า 430,000 รายต่อปี และก็มีอัตราการเสียชีวิตถึง 20,855 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน

โดยเหตุนั้นการตรวจหัวใจจึงเป็นอีกหนึ่งสำหรับในการตรวจสุขภาพที่คุณไม่สมควรปล่อยทิ้ง เพื่อคุ้มครองปกป้องการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

โรคหัวใจ
หมายถึง ความผิดปกติใดๆก็ตามเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ เส้นโลหิตหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ หรือระบบคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งความผิดปกติกลุ่มนี้ล้วนส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและสุขภาพร่างกาย นั่นก็เนื่องจากหัวใจเป็น อวัยวะสำคัญปฏิบัติภารกิจสูบฉีดเลือดรวมทั้งสารอาหารต่างๆไปเลี้ยงอวัยวะทุกๆส่วนของคนเรา

อาการโรคหัวใจที่สำคัญและก็มักพบเป็นต้นว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจอ่อนกำลัง (Heart Failure) โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

คนไหนบ้างที่ควรจะตรวจหัวใจ?
คุณควรจะรีบไปพบหมอ แม้มีลักษณะที่บางทีอาจบ่งบอกถึงโรคหัวใจตั้งแต่นี้ต่อไป เนื่องจากว่ายิ่งตรวจพบแล้วก็ได้รับการรักษาเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อตัวคุณเอง

* เจ็บทรวงอกร้าวไปไหล่ซ้าย
* แน่นหน้าอกคล้ายมีอะไรมานอนทับที่บริเวณทรวงอก
* เสียด หรือแสบร้อนบริเวณทรวงอก
* หมดแรง
* เมื่อยล้าง่ายดายยิ่งกว่าธรรมดา
* เหงื่อออกมากกว่าปกติ
* ใจสั่น
* หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง
* เหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่งเมื่อออกกำลังกาย

ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจดังนี้ ก็ควรจะเข้ารับการตรวจสมรรถนะหัวใจด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประเภทร่วมกัน

* อายุมาก
* เพศชายจะมีความเสี่ยงของโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดระดู
* ดูดบุหรี่จัด
* ติดสุรา หรือมีความประพฤติเป็นนักดื่ม
* มีระดับไขมันในเลือดสูง
* เป็นโรคโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือด
* มีคนภายในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรืออัมพาต
* ขาดการบริหารร่างกาย
* อ้วน

ด้วยเหตุนี้คุณควรจะตรวจร่างกายเสมอๆเพื่อช่วยระวังโรคร้ายและก็การเสี่ยงจากโรคอื่นๆที่ตามมาพร้อมปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ถ้าหากตรวจพบว่า มีความเสี่ยงโรคหัวใจดังข้างต้น แพทย์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนความประพฤติปฏิบัติการใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจ เช่น กินอาหารที่มีคุณประโยชน์ เน้นผักผลไม้ ลดอาหารที่มีไขมันแล้วก็คอเลสเตอรอล ออกกำลังกายบ่อยๆ และก็แนะนำให้มาตรวจเช็กการเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจหัวใจ มีวิธีการตรวจยังไง?
เมื่อไปพบหมอเพื่อตรวจหัวใจ แพทย์จะซักประวัติสุขภาพแล้วก็ความประพฤติการใช้ชีวิต ประวัติไม่สบายของคนภายในครอบครัว น้ำหนัก ส่วนสูง เพื่อประเมินว่า มีภาวะน้ำหนักเกินไหม และก็วัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดความดันเลือด และก็ฟังเสียงหัวใจว่า มีความผิดปกติไหม แล้วต่อจากนั้นลำดับต่อไปคือการตรวจเพิ่มเติมอีก ตัวอย่างเช่น

การตรวจหัวใจแบบพื้นฐาน

* ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจ วิธีการแบบนี้สามารถบอกจังหวะการเต้นหัวใจที่ผิดปกติและก็วินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มหัวใจบางประเภท หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย แต่ก็มีผลคลาดเคลื่อนได้
* เอกซเรย์ปอด จะช่วยให้มองเห็นปอด หลอดเลือดแดง และการกระจายของเส้นเลือดในปอด สภาวะน้ำท่วมปอด สภาวะหัวใจล้มเหลว และเงาของหัวใจข้างหลังปอด แล้วก็บอกขนาดหัวใจเจริญพอควร
* ตรวจเลือด เป็นการตรวจหาสารต่างๆในเลือด เพื่อมองว่า มีโรค หรือภาวะสุขภาพที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงให้กำเนิดโรคหัวใจ ไหม ดังเช่นว่า โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

การตรวจหัวใจแบบพิเศษ

* อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram หรือ ECHO) การตรวจหัวใจวิธีนี้จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงแต่ว่ามีความปลอดภัย เข้าไปยังบริเวณทรวงอก รวมทั้งรับเสียงที่สะท้อนออกมา จากนั้นนำข้อมูลที่สะท้อนกลับมาไปแปลเป็นภาพแสดงให้เห็นรูปร่าง ขนาด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ แล้วก็ลิ้นหัวใจของผู้ป่วย สามารถบอกถึงความผิดปกติ ความร้ายแรงของโรค แล้วก็ช่วยสำหรับเพื่อการติดตามผลของการรักษาได้ แต่มีข้อเสียคือ จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง ถ้าผู้ป่วยอ้วน หรือผอมบางมากมายไป หรือมีถุงลมโป่งพอง ก็อาจจะทำให้ได้ภาพที่คลุมเครือ

* การเดินสายพาน (Exercise stress test หรือ EST) เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะบริหารร่างกายด้วยการเดินสายพาน หรือขี่จักรยาน แพทย์จะให้คุณเดินสายพานที่เคลื่อนไปเรื่อยๆหรือปั่นจักรยานเพื่อหัวใจเต้นแรงขึ้น ในเวลาที่ต่อขั้วสายนำไฟฟ้ารอบๆหน้าอก 10 สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ ถ้าหากมีเส้นเลือดหัวใจตีบ เลือดก็จะไม่อาจจะมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้พอเพียง ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัด อัตราเต้นของหัวใจผิดปกติ มีการเปลี่ยนของคลื่นกระแสไฟฟ้าให้เห็นนั่นเอง

* การตรวจหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt table test) ทำโดยให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงที่ที่ปรับระดับองศาของเตียงได้ แล้วแพทย์จะประเมินชีพจร ความดันโลหิต ลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และก็อาการอื่นๆของผู้ป่วยระหว่างที่เตียงมีการเปลี่ยนแปลงระดับ วิธีแบบนี้มักใช้สำหรับเพื่อการตรวจผู้ป่วยที่เป็นลม หรือสลบโดยไม่รู้จักสาเหตุ แล้วก็เป็นลมเสมอๆหรือเป็นลมเป็นแล้งง่าย อาทิเช่น มองเห็นเลือดแล้วเป็นลม เปลี่ยนแปลงท่าแล้วเป็นลมเป็นแล้ง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านสมอง หรือหัวใจก็ได้

* การบันทึกคลื่นหัวใจไฟฟ้า (Holter monitoring) หมอจะเปิดเครื่องบันทึกคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจไว้กับตัวผู้เจ็บป่วยโดยประมาณ 24-48 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปบ้านและก็ทำกิจกรรมได้ตามปกติ เมื่อถึงกำหนดเวลาก็เลยกลับมาโรงพยาบาลเพื่อถอดเครื่องออกและก็รอผลตรวจวิเคราะห์ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการใจสั่นผิดปกติเป็นบางโอกาส วิงเวียนศีรษะ เหมือนจะเป็นลม และก็หัวใจเต้นแรงผิดปกติเสมอๆ

* การตรวจระบบกระแสไฟฟ้าในหัวใจ (Electrophysiological studies) เป็นการตรวจโดยใส่สายสวนหัวใจขนาดเล็กเข้าไปตามเส้นเลือดดำบริเวณขาหนีบ หรือใต้ไหปลาร้า เพื่อนำไปยังตำแหน่งต่างๆภายในหัวใจ ซึ่งจะช่วยในการบันทึกคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจรวมทั้งมองว่า มีไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นในหัวใจ หรือเปล่า แล้วก็สามารถส่งไฟฟ้าน้อยๆไปกระตุ้นให้มีอาการปรากฏชัดเจนเพิ่มขึ้น ทำให้หมอพินิจพิจารณาความผิดปกติได้ละเอียดมากกว่าการบันทึกคลื่นหัวใจกระแสไฟฟ้า

* การสวนหัวใจ (Cardiac catheterization) รวมทั้งการฉีดสี (Coronary angiography) ได้แก่การใช้สายสวนขนาดเล็กใส่เข้าไปจากบริเวณขาหนีบ ข้อพับแขน หรือข้อมือตามแนวเส้นเลือดแดงจนกระทั่งรูเปิดของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจ แล้วใช้สารละลายทึบรังสีฉีดเข้าไปทางสายสวนด้วย เพื่อเห็นการตีบแคบของเส้นเลือดอย่างชัดเจน วิธีการแบบนี้จะช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างแม่นยำ และใช้เวลาพักฟื้นเพียงแค่ 24 ชั่วโมงก็สามารถกลับไปอยู่บ้านได้ โดยจะไม่มีการใช้ยาสลบ ใช้เพียงแต่ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น

ตรวจหัวใจ มีผลข้างๆไหม?
การตรวจหัวใจด้วยวิธีสวนหัวใจและก็ฉีดสารละลายทึบรังสี ได้โอกาสนำไปสู่ผลข้างเคียงได้ แต่ก็พบได้น้อยมาก ได้แก่ อาจส่งผลให้มีเลือดไหลตำแหน่งที่แทงเข็ม และก็บางคนมีอาการแพ้สีแบบไม่รุนแรง ส่วนผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรงนั้นเจอได้น้อยกว่า 1% เพียงแค่นั้น ยกตัวอย่างเช่น อัมพาต แพ้สีรุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง และก็บางทีอาจถึงกับตาย แต่ว่าเมื่อประเมินจุดเด่นข้อเสียแล้ว คุณประโยชน์ที่จะได้จากการตรวจนั้นมักมีมากยิ่งกว่าขึ้นอยู่กับต้นเหตุด้านอายุและก็สุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

โรคหัวใจยิ่งตรวจเจอเร็วเท่าใดก็ยิ่งเกิดผลดีต่อการดูแลรักษาเท่านั้น การหมั่นดูอาการผิดปกติและรับการตรวจอย่างทันทีทันควันนับว่า สำคัญเป็นอย่างมาก หากคุณกังวล ไหมแน่ใจว่า ตัวเองมีลักษณะของโรคหัวใจไหม ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษารวมทั้งตรวจวิเคราะห์อย่างแม่นยำจะดีที่สุด

https://www.honestdocs.co/heart-check
 

Tags :  โรคหัวใจ, หลอดเลือดหัวใจ, ไขมันในเลือด

10
การ ฟอกสีฟัน หรือ ฟอกฟันขาว เป็นการเปลี่ยนสีฟันที่หม่นหมอง ให้กลับมาขาวสดใส โดยใช้ผลิตภัณฑ์หรือสารต่างๆสำหรับฟอกสีฟันเป็นต้นว่า Hydrogen peroxide ไปทำปฏิกิริยาทำให้สารที่ฉาบบนฟันหรือในเนื้อฟันกระจายตัวออก รวมทั้งทำให้ฟันมองขาวขึ้น โดยไม่มีผลต่อเคลือบฟันและส่วนประกอบของฟัน การ ฟอกสีฟัน จึงเหมาะกับคนที่มีฟันเหลือง หรือฟันสีคล้ำ ขุ่น ที่ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุมาจากคราบฟัน หรือเป็นสีฟันธรรมชาติ และก็ยังเป็นวิธีที่สามารถทำเองเหมาะบ้าน หรือไปทำที่คลินิกทันตกรรมก็ได้


การฟอกสีฟันขาวมีกี่วิธี?
การฟอกฟันขาวแบ่งออกเป็น 5 วิธี ยกตัวอย่างเช่น

การฟอกฟันขาวแบบ In-office power bleaching

* เป็นการฟอกสีฟันที่คลินิกโดยหมอฟัน โดยใช้สาร Hydrogen peroxide เข้มข้นสูงราว 35% ซึ่งคลินิกทันตกรรมแต่ละแห่งอาจมีวัสดุรวมทั้งเทคโนโลยีไม่เหมือนกันไป เป็นต้นว่า การใช้เลเซอร์ฟอกสีฟัน การใช้แสงสว่างเย็น หรือการใช้รังสี UV ฯลฯ


การฟอกฟันขาวแบบ At-home bleaching

* เป็นการฟอกสีฟันที่บ้านซึ่งทำได้ด้วยตนเอง โดยทั่วไปจะใช้สารฟอกสีฟันเป็นHydrogen peroxide ความเข้มข้นต่ำ ราว 10% ร่วมกับการใช้เครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆซึ่งการฟอกสีฟันด้วยตัวเองอาจมีความเสี่ยง จึงควรขอคำแนะนำทันตแพทย์ก่อนเสมอ


การฟอกฟันขาวแบบ In-office assisted bleaching

* เป็นการฟอกสีฟันที่คลินิกร่วมกับทำด้วยตนเอง ซึ่งใช้ในกรณีที่สีฟันเริ่มเหลืองหรือเข้มมาก โดยทันตแพทย์จะเริ่มจากการใช้ Hydrogen peroxide เข้มข้นสูง เพื่อให้ฟันขาวขึ้นในระดับหนึ่ง ต่อจากนั้นก็เลยใช้วิธีฟอกสีฟันเองที่บ้านโดยใช้ Hydrogen peroxide ความเข้มข้นต่ำ สลับกันไปจนถึงฟันขาวดูสวยสดใสตามอยากได้


การฟอกฟันขาวแบบ Over-the-counter bleaching

* เป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันสำเร็จรูป ซึ่งมีวางจำหน่ายทั่วๆไปโดยผลิตภัณฑ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะมี Hydrogen peroxide ความเข้มข้นต่ำเป็นองค์ประกอบ อย่างเช่น เจลฟอกสีฟัน ยาสีฟันและก็น้ำยาบ้วนปากสำหรับฟันขาว ซึ่งหาซื้อมาใช้เองได้โดยไม่ต้องหารือหมอฟันก่อน


การฟอกฟันขาวแบบ Walking bleaching

* เป็นการฟอกสีฟันเฉพาะซี่ ซึ่งใช้ในเรื่องที่ฟันตาย โดยทันตแพทย์จะใส่สารฟอกสีฟันเข้าไปในตัวฟันซี่นั้นๆแล้วก็ปิดทางเข้า สารฟอกสีฟันจะช่วยทำให้ฟันซี่ดังกล่าวข้างต้นค่อยๆขาวขึ้นเรื่อยและก็ถ้าเกิดฟันยังมีสีคล้ำอยู่ก็สามารถเติมสารฟอกสีฟันเข้าไปเพิ่มได้


ผลข้างเคียงจากการฟอกฟันขาว
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปที่สุด คืออาการเสียวฟันซึ่งจะเกิดขึ้นในทีแรกๆแล้วก็มีลักษณะอยู่ราว 1 – 3 วัน จึงค่อยๆหายไป อาการเสียวฟันเกิดจากการที่น้ำยาฟอกสีฟันไปทำให้เม็ดสีของฟันกระจายตัวออกเป็นโมเลกุลเล็กๆทำให้เนื้อฟันถูกดึงน้ำออกไปด้วย และก็ไปกระตุ้นปลายประสาทในเนื้อฟันที่ไวต่ออุณหภูมิ ทำให้เกิดความรู้สึกเสียวฟัน ซึ่งเป็นอาการปกติที่จะหายไปเอง ก็เลยไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจ
การดูแลหลังการฟอกสีฟัน

* ชำระล้างช่องปากตามเดิม โดยการแปรงฟัน ไหมขัดฟัน รวมทั้งบ้วนปากเป็นประจำ อย่างต่ำวันละ 2 ครั้ง และก็อาจใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโพแทสเซียมไนเตรต เพื่อคุ้มครองปกป้องอาการเสียวฟันด้วย
* หลีกเลี่ยงอาหารแล้วก็เครื่องดื่มที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดสีและรอยเปื้อนบนฟัน ดังเช่นว่า ชา กาแฟ เหล้าองุ่น ซอส ลูกอม และถ้าจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ควรใช้หลอดดูดแทนการดื่มจากแก้ว
* งดเว้นกินอาหารรวมทั้งเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว รวมทั้งของกินที่ร้อนหรือเย็นเกินไป
* งดดูดบุหรี่อย่างต่ำ 1 อาทิตย์ ข้างหลังการฟอกสีฟัน
* ถ้าหากมีอาการเสียวฟันมาก สามารถกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้
* การคุ้มครองป้องกันคราบเปื้อนฟัน
* การฟอกสีฟันไม่ได้ทำให้ฟันขาวถาวร แม้กระนั้นฟันที่ผ่านการถูจะมีสีคล้ำขึ้นเรื่อยเมื่อเวลาผ่านไป โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเกิดรอยเปื้อนสะสมบนฟัน เพราะฉะนั้นเราสามารถป้องกันรอยเปื้อนฟัน เพื่อให้ฟันขาวดูดีและก็สดใสอยู่กับพวกเรายาวนานได้ดังนี้
* ชำระล้างฟันและโพรงปากให้ดีอยู่เป็นประจำโดยการแปรงฟันอย่างถูกแนวทางขั้นต่ำวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันรวมทั้งบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ เพื่อลดการสะสมของรอยเปื้อนหินปูนและแบคทีเรียบนเนื้อฟัน
* ลดการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดราบบนฟัน ดังเช่น ชา กาแฟ ลูกอม
* หลบหลีกการสูบบุหรี่
* พบ|ทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างต่ำปีละ 1 – 2 ครั้ง

 
 
https://www.honestdocs.co/how-do-teeth-whitening-teeth-whitening

Tags :  ทันต, สูบบุหรี่

11
การจัดฟันแบบใสเป็นอย่างไร?

การจัดฟันแบบใส การใช้งานเครื่องมือจัดฟันที่เป็นพอลิเมอร์บางๆใสๆมาใส่ครอบฟันเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ตำแหน่ง และการจัดเรียงตัวของฟัน แทนการใส่เครื่องจัดฟันแบบโลหะ ดังนี้เราคุณสามารถถอดและใส่เครื่องมือจัดฟันแบบใสได้เองอย่างสบาย




ยี่ห้อของเครื่องมือจัดแบบใสซึ่งได้รับความนิยมกันมาก เป็นยี่ห้อ (Invisalign) โดยเหตุนี้บางคนก็เลยนิยมเรียกการจัดฟันแบบนี้ว่า "การจัดฟันแบบอินวิสไลน์" ไปด้วย

ก่อนเริ่มจัดฟันแบบใส หมอฟันต้องสแกนฟันเพื่อประเมินวิธีการรักษาว่า ควรปรับรูปฟันแบบไหน เคลื่อนตำแหน่งฟันเช่นไร แล้วก็จะเริ่มใส่ชุดเครื่องมือจัดฟันที่ดีไซน์มาพิเศษตามรูปฟันแต่ละคน โดยจะต้องเปลี่ยนชุดเครื่องมือจัดฟันทุก 2 อาทิตย์ ปริมาณชุดเครื่องมือที่ใช้จะมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพฟันรวมทั้งกรรมวิธีรักษาที่หมอฟันวางไว้

เพราะอะไรถึงจำต้องจัดฟันแบบใส?
การจัดฟันแบบใส ช่วยทำให้การเรียงตัวของฟันให้มีความสวยงามเรียบร้อยได้เหมือนกับการจัดฟันทั่วๆไป แถมยังมีจุดเด่นที่เหนือกว่าการใส่เหล็กจัดฟันด้วย ได้แก่


* ไม่เห็นเครื่องมือจัดฟันในปากทำให้มั่นใจมากขึ้นเวลายิ้ม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากให้คนอื่นๆรู้ดีว่า กำลังจัดฟันอยู่
* ดูแลความสะอาดได้ง่าย ด้วยเหตุว่าเครื่องมือจัดฟันแบบใสสามารถถอดออกถึงเวลาทานอาหารและแปรงฟัน จึงไม่ต้องกังวลว่า จะมีเศษอาหารเข้าไปติด ทั้งสามารถแปรงฟันรวมทั้งใช้ไหมขัดฟันได้ตามธรรมดา
* ชุดเครื่องมือจัดฟันสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ ก็เลยช่วยป้องกันการสั่งสมของคราบเปื้อนหินปูน รวมทั้งสิ่งสกปรกต่างๆ
* เมื่อไม่มีเครื่องจัดฟันแบบโลหะจึงไม่มีปัญหาสำหรับเพื่อการบอก ออกเสียง การบดของกิน แล้วก็สามารถลดอาการเหงือกบวมแดง หรือเจ็บระคายเคืองในปากเนื่องมาจากเหล็กจัดฟันด้วย
* ไม่ต้องมาพบหมอฟันบ่อยๆโดยจะนัดหมายมาติดตามผลทุกๆ2-3 เดือน ต่างจากการจัดฟันแบบปกติที่ต้องมาคลินิกทุก 3-5 สัปดาห์


ชนิดของการจัดฟันแบบใส
การจัดฟันแบบใสด้วยชุดอุปกรณ์จัดฟันแบรนด์ Invisalign มีหลายประเภท เพื่อเหมาะสมกับสภาพฟันของแต่ละคน โดยจะมีระยะเวลาติดเครื่องมือและชุดอุปกรณ์ เรียกว่า อะไลเนอร์ (Aligner) จำนวนแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้


* Invisalign-i7 ใช้ชุดเครื่องมือจัดฟัน 7 ชุด สำหรับกรณีฟันซ้อนเก หรือฟันห่างเพียงแค่ 1-2 ซี่ แล้วก็ในกรณีที่เคยจัดฟันมาสุดแท้แต่มิได้ใส่รีเทนเนอร์ ระยะเวลาที่ทำราว 2-3 เดือน
* Invisalign-Lite ใช้เครื่องมือจัดฟัน 14 ชุด สำหรับกรณีฟันห่าง ซ้อนเก ระดับน้อยถึงปานกลาง ระยะเวลาที่ทำโดยประมาณ 6 เดือน -1 ปี
* Invisalign Go แก้ไขฟันที่มีซ้อน หรือเกระดับไม่มากนัก ใช้เครื่องมือ 20 ชุด ช่วงเวลาที่ทำราวๆ 3-6 เดือน
* Invisalign Moderate ใช้เครื่องมือจัดฟัน 15-26 ชุด สำหรับจัดการกับปัญหาความไม่ปกติของฟันระดับปานกลางถึงมากมาย ระยะเวลาที่ทำราว 1-2 ปี
* Invisalign-Full สามารถแก้ไขความแตกต่างจากปกติของฟันได้ทุกแบบแล้วก็ผู้ที่ยังไม่เคยจัดฟันมาก่อน ด้วยเครื่องมือจัดฟันตั้งแต่ 27 ชุดขึ้นไป ระยะเวลาที่ทำราวๆ 1-2 ปี


ขั้นตอนสำหรับในการจัดฟันแบบใส

การจัดฟันแบบใสแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เช่น


* ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนจัดฟันแบบใส

ผู้ต้องการจัดฟันจำต้องมาเจอหมอฟัน เพื่อประเมินลักษณะฟันว่า สามารถจัดฟันแบบใสได้ไหม
แล้วต่อจากนั้นต้องสแกนฟันด้วยเครื่องมือพิเศษที่แสดงผลลัพธ์แบบอย่างพิมพ์ปากของเราออกมาเป็นแบบ 3 มิติ เพื่อใช้ประเมินว่า ขั้นตอนการรักษาจะเป็นเยี่ยงไร มีลำดับการเขยื้อนตำแหน่งฟันที่ไหน อย่างไรบ้าง และจำต้องใช้ชุดเครื่องมือปริมาณกี่ชุด เพื่อปรับฟันให้เรียงงามเข้ารูป
ตรวจสภาพฟันแล้วก็จัดการช่องปาก โดยการอุดฟัน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด แล้วก็กรอฟัน เพื่อให้พร้อมสำหรับการใส่เครื่องมือจัดฟัน

* ขั้นตอนระหว่างการจัดฟันแบบใส

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมแล้ว ทันตแพทย์จะนัดหมายรับชุดเครื่องมือจัดฟันชุดแรก พร้อมสอนกระบวนการใส่ รวมถึงชี้แนะข้อพึงกระทำต่างๆโดยคุณจำเป็นต้องใส่เครื่องมือไว้ตลอดเวลา นอกจากตอนรับประทานอาหารและแปรงฟัน
เมื่อสวมเครื่องมือชุดแรกครบตามที่ได้กำหนดแล้ว หมอฟันจะนัดอีกทีเพื่อติดตามผลแล้วก็ให้เครื่องมือชุดต่อๆไป โดยการจำนวนเครื่องมือและระยะเวลาใส่การใส่แล้วก็ติดตามผลนั้นขึ้นอยู่กับจำพวก Invisalign ของแต่ละคน

* ขั้นตอนหลังการจัดฟันแบบใส

เมื่อถอดเครื่องมือชุดท้ายที่สุดออกแล้ว คุณจึงควรใส่รีเทนเนอร์ไปอีกระยะหนึ่งเพื่อทรงสภาพฟันไว้ ตามที่ทันตแพทย์ระบุ

ความรู้สึกหลังจัดฟันแบบใส
Q: เจ็บไหม?
A: ผู้เข้ารับบริการอาจมีรู้สึกเจ็บๆตึงๆบ้างหลังใส่เครื่องมือชุดใหม่ 1-2 วันแรก แต่ถือว่าเจ็บน้อยมาก ถ้าเทียบกับการจัดฟันแบบโลหะ แล้วก็จะแทบจะไม่มีอาการระคายเคืองในปาก หรือเหงือกบวมแดงเลย

Q: จะมีปัญหาสำหรับเพื่อการกินและก็การเคี้ยวอาหารไหม?
A: ไม่มีปัญหา โดยให้ผู้เข้ารับบริการถอดเครื่องมือออกเมื่อจะทานอาหาร ซึ่งจะมีผลให้ไม่ต้องกลัวว่าเศษอาหารจะเดินเครื่องมือจัดฟัน และก็ทำให้ไม่เคยรู้สึกปวดฟันขณะบดของกินด้วย

Q: รู้สึกอารมณ์เสียเวลาใส่ไหม?
A: เครื่องมือจัดฟันแบบใสจะเป็นแบบใส่ครอบลงไปที่ตัวฟันโดยตรง จึงทำให้เกือบจะไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือเคืองเหงือกในระหว่างวันเลย เว้นแต่ว่าเวลาจะรับประทานอาหารที่อาจจะจำเป็นต้องถอดออก ซึ่งผู้เข้ารับบริการบางรายก็บางทีอาจรู้สึกไม่สะดวกบ้าง

ช่วงเวลาสำหรับในการจัดฟันแบบใส

* ช่วงเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 9-18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพฟัน และจำนวนชุดเครื่องมือ แม้ฟันมีปัญหาเล็กน้อยแล้วก็ใช้เครื่องมือไม่เกิน 7 ชิ้น อาจใช้เวลาจัดฟันน้อยกว่า 6 เดือนก็ได้
* ค่าครองชีพสำหรับเพื่อการจัดฟันแบบใส

ราคาการจัดฟันแบบใสด้วยชุดอุปกรณ์ยี่ห้อ Invisalign จะขึ้นอยู่กับจำนวนชุดเครื่องมือจัดฟันที่ผู้เข้ารับบริการจะต้องใช้ ถ้ามีจำนวนมากราคาก็ยิ่งสูงมากขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่โดยประมาณ 60,000-250,000 บาท ซึ่งจัดอยู่ในราคาที่ค่อนข้างสูง ด้วยเหตุดังกล่าว บางสถานพยาบาลหรือโรงหมอก็เลยจะมีบริการผ่อนชำระ หรือแบ่งจ่ายเป็นงวด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของสถานบริการในแต่ละที่

ขอบคุณบทความดีๆ จาก https://www.honestdocs.co/invisalign-tooth-whitening-good-people


Tags :  align, แปรงฟัน, ไม่รู้สึก

12
โรคหนองใน (Gonorrhea)


โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถือว่าอันตราย หากผู้ป่วยมิได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หากแม้ผู้ติดโรคจะออกอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่ออกอาการเลยก็ตาม

ดังนี้จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาบอกว่า ในปีพุทธศักราช 2555 มีจำนวนผู้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น32,972 คน โดยเป็นผู้ติดโรคโรคหนองในทั้งสิ้น 7,312 คน (ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในบรรดาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด)

ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มน้อยลง แต่ก็จัดว่ายังมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆโดยข้อมูลที่เราจะเสนอนี้ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับในการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อโรคหนองในได้มากขึ้น

โรคหนองในคืออะไร
โรคหนองใน (Gonorrhea) หรือเรียกอีกชื่อว่าโรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเชื้อดังกล่าวสามารถแพร่จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้ผ่านการร่วมเพศไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากโดยที่ไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัย โดยผู้ติดเชื้ออาจไม่มีการแสดงอาการอะไรเลยก็ได้

ยิ่งไปกว่านี้ เชื้อหนองในยังสามารถแพร่จากมารดาสู่ทารกระหว่างการคลอด แต่เชื้อไม่สามารถแพร่ได้ผ่านการใช้ข้าวของด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดตัวลูกบิดประตู หรือฝานั่งชักโครก

อาการของโรคโรคหนองในจะปรากฏขึ้นเมื่อใด
อาการของโรคมักปรากฏให้เห็นประมาณ 2-7 วันหลังจากได้รับเชื้อ แต่ว่าส่วนใหญ่บางทีอาจไม่มีการแสดงอาการใด โดยเพศหญิงบางทีอาจออกอาการช้ากว่าผู้ชาย

สัญญาณและก็อาการหนองใน ในเพศหญิง

  • สตรีที่ติดโรคหนองในส่วนมากมักจะไม่แสดงอาการอะไรของโรค หรือถ้าหากมีอาการก็จะเป็นไม่มากนักจนกระทั่งบางทีอาจไม่สามารถพิจารณาได้ กระทั่งโรคจะอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว ในบางรายอาจมีอาการปวดแสบขณะปัสสาวะ มีตกขาว สีเหลืองหรือสีเขียวผิดปกติ เจ็บอุ้งเชิงกราน หรืออาจมีเลือดออกจากช่องคลอดในตอนที่ไม่มีเมนส์ หรือมีเมนส์ผิดปกติ


  • แม้เชื้อมีการแพร่ไปไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆอย่างมดลูกหรือท่อนำไข่ เชื้อจะก่อให้มีอาการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ซึ่งจะมีผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการปวดท้องน้อย เป็นไข้ และเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

สัญญาณและก็อาการของโรคหนองใน ในเพศชาย

  • สำหรับเพศชายที่ติดโรคจะออกอาการให้เห็นชัดเจนมากกว่าสตรี แต่ว่าบางครั้งอาการก็แสดงเพียงนิดหน่อย กระทั่งไม่รู้ว่าตัวเองกำลังติดเชื้อโรค โดยอาการที่สามารถสังเกตได้คือ ปวดแสบขณะปัสสาวะรวมทั้งมีมูกสีขาวขุ่นไหลออกมาทางอวัยวะเพศ บริเวณรอบๆรูองคชาติเป็นสีแดงๆ

ผลข้างเคียงที่บางทีอาจเกิดขึ้นข้างหลังการติดเชื้อหนองใน

  • สำหรับผู้หญิง เชื้อสามารถกระจายไปยังมดลูก ท่อนำไข่ และก็รังไข่ เป็นเหตุให้เกิดอาการอักเสบที่อุ้งเชิงกรานแล้วก็อาจทำให้เกิดแผลในส่วนต่างๆที่เชื้อเข้าถึง
  • ทั้งอาจส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากด้วย หรือบางทีอาจตั้งท้องนอกมดลูก ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  • นอกเหนือจากนั้นการติดเชื้อระหว่างมีท้อง อาจจะทำให้เกิดปัญหากับทารก โดยอาจก่อให้เด็กแรกคลอดเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบแล้วก็โรคติดเชื้อที่ดวงตาจนอาจทำให้เด็กตาบอดได้หากมิได้รับการรักษา
  • สำหรับผู้ชาย เชื้อโรคหนองในสามารถกระจายไปยังหลอดเก็บสเปิร์ม ทำให้เกิดอาการปวดและบวมบริเวณอัณฑะ การติดเชื้อนี้จะก่อให้เนื้อเยื่อส่วนที่ติดเชื้อเป็นแผล ซึ่งเป็นต้นเหตุของสภาวะมีลูกยาก
  • นอกเหนือจากนั้นโรคหนองในอาจส่งผลต่ออวัยวะและส่วนต่างๆของร่างกายทั้งเพศชายและก็เพศหญิงได้ไม่ว่าจะเป็นหลอดลม ดวงตา หัวใจ สมอง ผิวหนัง และข้อต่อต่างๆแต่ว่าจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

หนองในแท้ VS โรคหนองในเทียม

  • หลายคนอาจได้ยินชื่อโรคหนองในแท้และก็หนองในเทียมกันมาบ้าง ซึ่งแม้ว่าจะมีชื่อคล้ายกันแต่ว่ามีต้นเหตุการรับเชื้อ อาการ และการรักษาที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

โรคหนองในแท้

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรียNeisseria gonorrhea
  • มีระยะการฟักไข่ตัวของโรคประมาณ 1 – 10 วัน
  • อาการของผู้ชาย มีอาการปัสสาวะแสบขัด และมีหนองสีขาวขุ่นข้นไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ ซึ่งในระยะเริ่มต้นๆหนองอาจจะไม่ขุ่นเยอะแค่ไหน แต่ว่าหากมิได้รับการรักษาตะทำให้หนองขุ่นขึ้น
  • ลักษณะของผู้หญิง มีอาการปัสสาวะแสบขัด มีตกขาวปริมาณมากรวมทั้งมีกลิ่นเหม็นรุนแรง เกิดการอักเสบที่ปากมดลูกแล้วก็ท่อปัสสาวะแม้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้โรคลุกลามกระทั่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ สภาวะตันในท่อรังไข่ทำให้เป็นหมันหรือมีการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • การรักษาโรคหนองในเทียม ใช้เซฟาโลสปอรินเป็นยาฉีดและให้ยาปฏิชีวนะ เป็นต้นว่าเซฟิซีม (Cefixime) 400 มก. ครั้งเดียว

หนองในเทียม

  • มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียChlamydia trachomatis
  • มีระยะการฟักไข่ตัวของโรคมากกว่า 10 วันขึ้นไป
  • อาการของผู้ชาย ช่วงแรกอาจจะแค่เพียงรู้สึกคันที่ท่อปัสสาวะ หรือมีน้ำใสๆต่อมาจะเริ่มข้นขึ้นแล้วไหลออกมาทางท่อปัสสาวะ โดยหนองของโรคนี้จะไม่ข้นเท่าโรคหนองในแท้
  • อาการของสตรี บางทีอาจจะไม่มีอาการแสดงออกมาให้มองเห็นอย่างชัดเจน แต่ว่ามีแค่เพียงอาการคันแล้วก็มีตกขาว อาจมีอาการปวดแสบร้อนขณะปัสสาวะร่วมด้วยซึ่งตรวจวิเคราะห์และรักษาได้ยาก
  • การรักษา ใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม doxycyclin azithromycin และก็ยากลุ่มควิโนโลนซึ่งอาจจะใช้เวลาสำหรับการรักษาค่อนข้างนาน

การป้องกันการติดเชื้อโรคหนองใน

  • การป้องกันการรับเชื้อที่เหมาะสมที่สุด คือการงดร่วมเพศไม่ว่าจะด้วยวิธีใด (ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก)
  • ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนหลายครั้ง เพราะว่ายิ่งเพิ่มโอกาสสำหรับในการติดเชื้อโรคมากเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคุณควรใช้ถุงยางทุกครั้ง เพราะถุงยางเป็นวิธีการเดียวที่จะสามารถป้องกันคุณจากโรคหนองในแล้วก็การตั้งครรภ์ได้


ขอบคุณสาระดีๆเกี่ยวกับโรคหนองในจาก https://www.honestdocs.co/gonorrhea-disease

Tags : หนองใน, ติดเชื้อ, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

13
ทราบหรือไม่ประกันรถสำหรับรถใหม่ ไม่จำเป็นที่ต้องจ่ายเบี้ยแพงเสมอ ซึ่งในที่นี้จะเอ่ยถึงรถใหม่ที่มีอายุการใช้งาน 1 ปี ขึ้นไป เพื่อมาลองดูสิว่าคุณจะสามารถมัธยัสถ์ค่าใช้สอยในเรื่องของเบี้ยประกันรถยนต์ได้เช่นไร โดยในปีแรกนั้นเจ้าของรถยนต์ 100% ชอบซื้อประกันรถยนต์ ชั้น 1 หรือได้รับแถมจากศูนย์บริการมาคือเรื่องธรรดาแล้ว แต่ว่าจะทำเช่นไรสำหรับในการต่อเบี้ยประกันในปีถัดไปเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายค่าเบี้ยไป วันนี้จะมาบอกถึงวิธีค้นหาบริษัทประกันภัยผ่าน gettgo เพื่อเปรียบเทียบบริษัทประกันภัยที่ให้บริการอยู่ตอนนี้

รถยนต์ใช้น้อย จ่ายน้อย ย้ำจอด จ่ายตามจริง

รถยนต์ประเภทนี้ส่วนใหญ่เจ้าของจะอาศัยอยู่ในบริเวณเมืองหลวง เพราะว่าบางทีการซื้อรถยนต์เพื่อใช้งานส่วนตัวอาจไม่ได้ตอบโจทย์เพื่อนำรถมาใช้งานสำหรับเพื่อการขับขี่รถมาทำงาน เพียงแต่ปรารถนาใช้รถในตอนวันหยุดและก็เทศกาลที่อยากความสะดวกสบายสำหรับในการเดินทางออกบ้านนอก เวลาที่วันทำงานปกติหยุดไว้แล้วใช้บริการรถสาธารณะแทน ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีบางบริษัทประกันได้วางแบบแพ็คเกจที่เหมาะสมหรับรถยนต์ใช้งานน้อยสามารถจ่ายเงินค่าเบี้ยตามเลขไมล์จริง โดยยังได้รับความคุ้มครองปกป้องในรูปร่างที่เป็นปกติถือว่าเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ชาวกรุงเป็นอย่างยิ่ง

เลือกซ่อมแซมอู่ เชื่อมั่นในอู่ที่ซ่อม ค่าเบี้ยลดลงได้อีก
 
รู้หรือไม่ว่าการเลือกจำพวกการซ่อมระหว่างอู่รถกับศูนย์ซ่อมก็มีผลต่อค่าเบี้ย ประกันรถยนต์ ได้ ซึ่งหากคุณมีอู่รถที่รู้จักและก็เชื่อใจได้ การเลือกประกันแบบซ่อมอู่ก็จะสามารถช่วยทำให้คุณจ่ายเบี้ยน้อยลงได้ เนื่องจากว่าถ้าคุณเลือกการซ่อมแบบซ่อมศูนย์ก็จะมีบวกราคาค่าเบี้ยเพิ่มไปอีกน้อย เนื่องจากว่ามาตรฐานการซ่อมแซมที่แตกต่าง แต่ว่าก็มิได้มากอะไรจนถึงคุณจำเป็นต้องวิตกกังวลเนื่องจากว่าอู่ที่เป็นที่รู้จักต่างก็อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทประกันอยู่แล้ว
 
* การเลือก ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์

เมื่อเทคโนโลยีที่มากับความสะดวกสบาย จึงทำให้บริษัทประกันไม่จำเป็นที่จะต้องมีตัวแทนที่มากจนเกินไป เนื่องจากว่าการที่มีตัวแทนมากมายก็จะส่งผลต่อค่าเบี้ยประกันด้วยด้วยเหมือนกัน ในระหว่างที่ gettgo เป็นเว็บไซต์และก็ผู้ให้บริการ ประกันรถออนไลน์ ผู้บริโภคสามารถที่จะค้นหารวมทั้งเปรียบข้อมูลในด้านประกันภัยได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องว่าจ้างบุคลากรที่ต้องรอตอบข้อมูลกับลูกค้า ส่งผลให้ลดเงินลงทุนในเรื่องของค่าแรงงานบุคลากรได้เป็นอย่างดี จึงสามารถที่จะให้ส่วนลดค่าเบี้ยแล้วก็สิทธิพิเศษอื่นๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่มีประวัติดีไม่มีเคลมและซื้อเบี้ยประกันภัยกับทาง gettgo โดยตลอดนั่นเอง
 
* ชอบเปรียบเทียบข้อมูลก่อนทุกครั้ง

สำหรับคนฉลาดเลือกแล้วก็ฉลาดหลักแหลมซื้อสิ่งที่เยี่ยมที่สุดให้ตนเองนั้น จำเป็นมากควรต้อง เปรียบประกันรถยนต์ แม้กระนั้นจะเทียบจากที่ไหนให้กำเนิดคุณประโยชน์และก็ครอบคลุมบริษัทประกันสูงที่สุดนั้นขอแนะนำ gettgo เว็บไซต์ที่เก็บแพ็คเกจข้อมูลประกันรถยนต์ทุกรูปแบบ ทุกบริษัทมาไว้ให้คุณเช็คแล้วก็ตรวจสอบได้ด้วยตัวเองกล้วยๆเพียงแค่เข้าเว็บ www.gettgo.com เลือกประกันภัยดังที่คุณปรารถนา ทั้งยัง ประกันชั้น 1, 2+, 2, 3+, 3 แล้วก็ในรูปแบบพิเศษประกัน 2+ จ่ายรายวันก็มีให้คุณตามไลฟ์สไตล์รวมทั้งความเหมาะสม ต่อจากนั้นเลือกแบรนด์รถ, รุ่นรถ, รุ่นย่อย, ปีที่ขึ้นทะเบียน, ป้ายทะเบียนจังหวัด แล้วก็กดค้นหา จะมีหน้าตาบริษัทประกันภัย กับข้อแม้แล้วก็ราคาเยอะแยะหลายรูปแบบให้คุณได้เลือกซื้อกันแบบง่ายๆโดยที่ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาโทรหาตัวแทนของแต่ละบริษัทให้วิตกกังวลใจอีกต่อไป
 
* ซื้อก็ง่าย จ่ายก็ก็คล่อง นี่แหละใช่เลย

หลังจากที่เลือกบริษัทประกันภัยพร้อมแพ็คเกจของประกันที่ชื่นชอบแล้ว ต่อไปก็เป็นกรรมวิธีซื้อประกันคุณสามารถที่จะใส่เนื้อหาข้อมูลของรถยนต์รวมทั้งสามารถกดซื้อประกันได้ในทันทีทันใด โดยกรมธรรม์จะสามารถให้ความคุ้มครองคุณได้ก็ต่อเมื่อมีเงินจ่ายเข้ามาในระบบแล้วเท่านั้น ซึ่งการจ่ายเงินก็สุดแสนจะง่ายได้ในสไตล์ยุคดิจิตอล 4.0 เพียงแต่เลือกกระบวนการชำระด้วยวิธีหนึ่งแนวทางใดต่อไปนี้ ทางกรมธรรม์ก็สามารถป้องกันคุณได้แล้ว

* PrompPAY
* PAYPLUS
* BANK Application (แอปพลิเคชั่นของธนาคารที่คุณมีเงินในบัญชีฝากไว้)

เพียงชำระเงินผ่านระบบที่กล่าวมาคุณรวมทั้งรถยนต์ก็จะได้รับความคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเอกสารกรมธรรม์ทางบริษัทจะจัดส่งให้ท่านข้างใน 7 วันทำการ

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอล การเลือกและก็ซื้อประกันรถจึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดเป็นรถยนต์ที่ผ่านการใช้มา 3-5 ปีรวมทั้งปรารถนาที่จะลดค่าเบี้ยประกันลงแต่ว่าต้องการให้ความคุ้มครองปกป้องเสมอกันประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ นับว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งให้ผู้ที่ขับขี่รถมาอย่างชำนิชำนาญและไม่มีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการเคลมช่วง 3 ปีแรกของการใช้รถ ก็จะทำให้ประหยัดรายจ่ายลงเป็นอย่างมาก แตกต่างก็ตรงที่ไม่ปกป้องกรณีที่ขับชนโดยที่ไม่มีคู่กรณี, รถอุทกภัย แม้คุณมิได้อยู่ในพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมแล้วก็ไม่น่าจำเป็นต้องตื่นตระหนกอะไร แต่ว่าถ้าหากวิตกกังวลเรื่องไฟลุกรถยนต์หายจากขโมยประกันชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองที่ทั่วถึงอย่างไม่ต้องสงสัย

เห็นหรือไม่ว่าการเลือกซื้อประกันรถยนต์นั้น ไม่จำเป็นที่ต้องซื้อในแบบเดิมเสมอไป ยิ่งด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างงี้เงินทองเป็นสิ่งที่หายาก สิ่งไหนมัธยัสถ์ได้ควรจะมัธยัสถ์ ด้วยชีวิตคนเมืองด้วยแล้วค่าครองชีพยิ่งมีแต่จะสูงมากขึ้น การเลือกประกันภัยรถยนต์ที่ช่วยมัธยัสถ์ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสามารถเทียบได้ก็เลยเป็นการดีที่สุด

https://www.gettgo.com/motor
 

Tags : ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์,ประกันภัยรถยนต์ออนไลน์

14
อาจจะไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุแต่ว่าจะดียิ่งกว่าไหมหากจะป้องกันไว้ก่อนรวมทั้งผ่อนหนักให้เป็นเบา เพื่อความอุ่นใจในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ ถ้าหากเป็นประเทศที่คุณไม่เคยเดินทางมาก่อน รวมทั้งลักษณะของอากาศที่อาจส่งผลให้คุณมีอาการป่วยด้วยไข้หรือจากภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด จนถึงทำให้ทริปท่องเที่ยวล้มไม่เป็นท่ารวมทั้งหมดสนุกลง คุณยังจะได้รับเงินเยียวยาจากสถานะการณ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าที่มีไว้ใส่ของเมื่อเดินทางสัมภาระต่างๆที่เกิดการเสียหาย เสียหายโดยสารการบิน, ค่าเครื่องบินดีเลย์หรือล่าช้า, เครื่องบินไม่อาจจะขึ้นบินได้ไพเราะเพราะพริ้งสภาพอากาศไม่เหมาะสม ฯลฯ

บางประเทศมีภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่คาดคิดว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน การมี ประกันการเดินทาง ไว้ จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นค่อยได้ ถ้าเกิดเกิดเหตุขึ้นจริงด้วยค่าเบี้ยประกันไม่กี่ร้อยบาทสามารถให้ความคุ้มค่าคุณตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน หลักล้านก็เป็นไปผู้ใดจะรู้ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความราบรื่น สนุกสนานแบบไร้ความกัง อย่าลืม ซื้อประกันเดินทาง ทุกคราว

จะเลือกซื้อประกันเดินทางเช่นไรดี เมื่อต้องเดินทางต่างประเทศ

สำหรับผู้ใดที่วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวไปที่ต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากเลยก็คือประกันสำหรับในการเดินทาง ที่จะให้ความคุ้มค่าคุณตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากท่าอากาศยานจนถึงกระทั้งกลับมายังสนามบินด้วยความปลอดภัย แม้กระนั้นจะเลือกซื้อประกันเช่นไรนั้น มาดูคำตอบได้เลยที่ gettgo ศูนย์รวม ประกันเดินทาง ที่คุณสามารถที่จะเลือกแล้วก็เปรียบความคุ้มราคา คุ้มราคากับเบี้ยที่เสียไป จากโปรแกรมของ gettgo สามารถให้ท่านระบุทุกทางการเดินทางได้ด้วยตัวเอง ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ขณะเดียวกันนี้ยังมีประกันรายเที่ยว ทุกปีให้คุณได้เลือกในแบบไม่มีใครเหมือนอีกด้วย

ความคุ้มค่าการเดินทางที่จะได้รับ

* ผลประโยชน์ในกรณีเสียชีวิต
* ค่ารักษาพยาบาล
* การโยกย้ายเพื่อการดูแลรักษาพยาบาลรีบด่วน/การเปลี่ยนที่กลับสู่ประเทศ
* การยกเลิก/การเลื่อนเดินทาง
* การสิ้นไปหรือความทรุดโทรมของเงินส่วนตัวรวมทั้งเอกสารการเดินทาง
* ความสูญเสีย/ความเสียหายของกระเป๋าเดินทาง
* การล่าช้าของกระเป๋าที่มีไว้ใส่ของเมื่อเดินทาง
* การลดจำนวนวันเดนทาง
* ความทรุดโทรมส่วนแรกสำหรับรถเช่า

สำหรับคนใดที่มีลูกหลานแล้วก็กำลังจะออกเดินทางไปเรียนรู้ศึกษาต่อยังต่างประเทศ ก็อย่าลืมแวะมา เปรียบเทียบประกันเดินทาง กับทาง gettgo ก่อน เพื่อผลตอบแทนของตัวคุณเอง เนื่องจากการที่จะจำเป็นต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆนั้นมีผลต่อสภาพร่างกายแล้วก็จิตใจเป็นอันมาก ถ้าเกิดป่วยไข้ขึ้นมาการที่จะไปซื้อยาเพื่อรับประทานเองแบบประเทศไทยนั้น เห็นทีจะทำเป็นยาก เนื่องจากว่าร้านขายยาในต่างประเทศจะเข้มงวดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายยามากมายก่ายกอง หากว่าไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์แล้วนั้นจะไม่สามารถที่จะซื้อยามารับประทานเองได้เลย แต่ว่าถ้าหาก ซื้อประกันการเดินทาง สามารถที่จะเข้ารับการดูแลรักษาทั้งยังในแบบผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอกแล้วก็ในต้นแบบอุบัติเหตุได้อย่างสบายๆ

ประกันในการเดินทางคุ้มค่าคนใดได้บ้าง

ต้องการจะพูดว่าประกันสำหรับในการเดินทางนั้นให้ความคุ้มค่าบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ไปจนกระทั่ง 85 ปีอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว, ศึกษาต่อหรือเพื่อการลงทุนในธุรกิจ มีให้ท่านได้เลือกทั้งยังแบบรายท่องเที่ยวและรายปี ยืนยันได้เลยว่าคุ้มทุกการเดินทางอย่างไม่ต้องสงสัย

วิธีการเลือกแพ็คเกจประกันการเดินทางแล้วก็จ่ายเงิน

* ด้วยโปรแกรมของ gettgo ที่ดีไซน์มาให้ใช้งานง่าย ทั้งยังในเรื่องข้อมูลของบริษัทประกัน, ราคา, ความคุ้มค่าที่ได้รับ ส่วนลดพิเศษอื่นๆเพียงแค่เลือกประเทศที่หมายที่คุณต้องเดินทาง, เจาะจงวันเดินทาง, ระบุกลับถึงประเทศไทย, ปริมาณผู้โดยสาร, จำพวกการเดินทาง(รายครั้ง/ทุกปี) กดค้นหา เพียงเท่านี้ก็จะมีบริษัทประกันมากหลายแห่ง พร้อมใจกันเสนอราคาพร้อมข้อมูลความคุ้มค่าให้ท่านได้เลือกและก็เปรียบเทียบราคาได้เอง หากสนใจก็เพียงคลิก “ซื้อเลย” ทางโปรแกรมก็จะโหลดแบบฟอร์มให้ท่านได้ใส่ข้อมูลเนื้อหาส่วนตัว ซึ่งควรเป็นข้อมูลทางภาษาอังกฤษแค่นั้น อ่านข้อจำกัดและข้อตกลงในเนื้อหาของประกันซ้ำอีกที เมื่อเข้าใจเป็นระเบียบก็ดีแล้ว ต่อจากนั้นกดปุ่ม ตรวจสอบข้อมูล แล้วก็รับรอง เมื่อชำระเงินกรมธรรม์ก็จะส่งมาทาง e-mail ให้คุณได้อุ่นใจแล้ว
* วิถีทางสำหรับการจ่ายเงินที่แสนสะดวกรวมทั้งง่ายที่สุด
* ผู้ใดที่กลุ้มใจเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันนั้น ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่แห่งไหนสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้อย่างง่ายๆผ่านทาง Application ของธนาคารบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือจะจ่ายผ่านทาง PromptPay, PayPlus ก็สามารถทำได้ด้วยตนเองง่ายๆแค่เพียงจะต้องซื้อประกันก่อนจะมีการเดินทางอย่างช้าที่สุด 2 ชั่วโมงที่จะขึ้นเครื่อง เมื่อจ่ายค่าเบี้ยแล้วก็คอยรับกรมธรรม์ผ่านทาง e-mail ได้เลย ไม่ต้องพกพาหาที่เก็บให้ทุกข์ยากลำบาก เวลาใช้งานเพียงแค่เปิด e-mail แจ้งเลขกรมธรรม์เท่านั้นก็ได้รับการบริการที่สุดยอดแล้ว

อย่าลืม! ทุกครั้ง ทุกการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ให้ gettgo ช่วยเช็คแล้วก็เปรียบราคาประกันทุกต้นแบบให้ท่าน เพื่อย่นเวลาสำหรับในการตรวจสอบข้อมูลบริษัทประกัน เนื่องจาก gettgo ได้รวบรวมมาไว้ให้ท่านแล้ว อีกทั้งประกันการเดินทาง, ประกันรถยนต์, พระราชบัญญัติรถยนต์และประกันคอนโด มาที่นี่ที่เดียวจบครบทุกความอยากได้ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

https://www.gettgo.com/travel
 

Tags : ซื้อประกันเดินทาง,ประกันการเดินทาง,ประกันเดินทาง

15
ประกันรถภาคสมัครใจเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุว่าอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยที่เรานึกไม่ถึง การซื้อประกันคุ้มครองในตอนเกิดอุบัติเหตุ สร้างความอุ่นใจว่าจะได้รับค่าชดเชยถ้ามีคนที่บาดเจ็บ เสียชีวิต รวมถึงการทดแทนความเสียหายหรือหายของรถยนต์ แม้ปรารถนาซื้อประกันแม้กระนั้นคิดว่าประกันภัยชั้น 1 ราคาสูงเกินไป ปัจจุบันมี ประกันชั้น 2+ เป็นโอกาสที่ราคาออกจะถูกและให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมอีกทั้งบุคคลภายนอก ความคุ้มครองรถยนต์เสียหายจากภัยพิบัติ อุทกภัย ไฟไหม้ รถหาย รวมถึงภัยก่อวินาศกรรม

รับประกันว่าจ่ายคุ้มเกินราคา เหมาะสมกับเจ้าของรถที่ต้องการประกันภัยความคุ้มครองสูง แต่ว่าไม่ต้องการที่จะอยากจ่ายแพงซื้อประกันชั้น 1

ประกันชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันรถยนต์ประเภท 2+ หรือประกันชั้น 2 พลัส เป็นแผนที่ได้รับความนิยมเหมาะกับรถยนต์ที่แก่มากกว่า 5 ปี ให้ความคุ้มครองทั้งสองฝ่ายเฉพาะกรณีรถชนรถ เรียกว่าซ่อมเขาซ่อมแซมเรา คลอบคลุมภัยจากธรรมชาติ น้ำท่วม อัคคีภัย ภัยก่อให้เกิดเหตุร้าย หรือหายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลใจ แม้กระนั้นถ้าเกิดไม่ได้เป็นเจ้าของรถใหม่ป้ายแดง ประกันชั้น2+ ราคา ออม จ่ายค่าค่าเบี้ยประกันรถยนต์ถูกกว่าประกันชั้น 1 เกือบจะครึ่ง แต่ว่าให้ความคุ้มครองเกือบจะเทียบเท่ากัน มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

1.อุบัติเหตุรถชนรถ ประกันชั้น 2+ ดูแลอุบัติเหตุที่เกิดจากรถชนรถโดยยิ่งไปกว่านั้น ราคาเบี้ยประกันจึงถูกกว่าประกันชั้น 1 ช่วยมัธยัสถ์ได้มาก แจ้งเคลมประกันตามทุนประกันที่เลือกไว้ รวมทั้งเลือกให้มีความเสียหายส่วนแรก ช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้อีกด้วย
2.รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำหลาก และภัยก่อเหตุร้าย จ่ายตามทุนประกัน
3.คุ้มครองอุบัติเหตุเฉพาะบุคคลของผู้ขับและผู้โดยสาร ในกรณีคนขับขี่หรือผู้โดยสารข้างในรถเสียชีวิตหรือเป็นง่อย
4.ทดแทนค่าหมอผู้ขับขี่รวมทั้งผู้โดยสารภายในรถคันจุดเกิดเหตุ
5.ค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา กรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้เสียชีวิตจนส่งฟ้องคดี
6.ความเสียหายต่อสินทรัพย์ ดูแลค่าซ่อมแซมรถยนต์ของคู่กรณีตามทุนประกัน
7.ค่ารักษาเพิ่มเติมอีกจาก พระราชบัญญัติ

รายละเอียดของค่าเบี้ยประกันของนานับประการ ขึ้นกับแผนความคุ้มครอง โดยเมืองไทย โบรกเกอร์จ่ายค่าทำขวัญพื้นฐานดังนี้


* ความรับสารภาพต่อชีวิต/ร่างกายของบุคคลภายนอก สูงสุด 10,000,000 บาท/ครั้ง
* ความยอมรับผิดต่อรถเอาประกันภัยกรณีชนกับรถ หาย อัคคีภัย 100,000 บาท
* คุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ต่อคน


แผนประกันภัย 2+ ของเมืองไทย โบรกเกอร์แยกย่อยเป็นแผนประกันหลายแบบ มีข้อดีรวมทั้งรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน ดังเช่นว่า

1.ประกันชั้น 2+ เซฟ เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 7,400 บาท วงเงินคุ้มครองรถเอาประกันภัยกรณีชนกับรถ สูญหาย อัคคีภัย สูงสุด 500,000 บาท
2.ประกันชั้น 2+ พลัส แบ่งได้เป็น 2 แบบ เบี้ยประกันภัยแผนที่ 1 เริ่มต้น 7,900 บาท ความยอมสารภาพต่อรถ 100,000 บาท หรือแผนที่ 2 เบี้ยประกันภัยเริ่ม 8,100 บาท ความรับผิดต่อรถ 150,000 บาท
3.ประกันชั้น 2+ คุ้มเว่อร์ ความคุ้มครองครอบคลุมรถชน หาย ไฟไหม้ คุ้มครองน้ำท่วมสูงสุด 100,000 บาทต่อคน คุ้มครองอุบัติเหตุเสียหายทั้งยังคัน รวมทั้งจ่ายเงินทดแทน ค่าพาหนะระหว่างนำรถยนต์เข้าอู่ 1,000 บาท/ครั้ง (3 ครั้ง/ปี)
4.ประกันชั้น 2+ Surprise เบี้ยประกันภัยเริ่ม 5,900 บาท คุ้มครองการชนทั้งสองฝ่าย รถหาย และอัคคีภัย

ไม่เหมือนกันระหว่างประกันชั้น 2+ และก็ประกันชั้น 1

ประกันชั้น 1 รับผิดชอบทุกกรณี ส่วนประกันชั้น 2+ รับผิดชอบทุกกรณีเฉพาะรถชนรถซึ่งเป็นยานพาหนะทางบกแค่นั้น นับว่าประกันทั้งคู่แผนมีความคุ้มครองใกล้เคียงกัน มีจุดบกพร่องกว่าในกรณีที่รถชนกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถร่วมกัน อาทิเช่น รถชนขอบทาง หรือป้ายสัญญาณจราจร สีรถถลอก ผู้ครอบครองรถจำเป็นต้องรับผิดชอบจ่ายค่าซ่อมแซมสีตัวถังเอง นอกจากนั้นแล้วได้รับความคุ้มครองไม่แพ้ประกันชั้น 1 ซึ่งครอบคลุมทั้ง รถหาย ไฟไหม้ อุทกภัย รวมถึงภัยก่อเหตุร้าย ด้วยเหตุผล ผู้ครอบครองรถที่มองหาค่าเบี้ยประกันราคาถูกมากกว่าและรับความคุ้มครองรองลงมานิดหน่อย ควรจะพิจารณา ประกันชั้น 2+ เป็นตัวเลือกยอดนิยม เหมาะสมกับรถที่ใช้งานเป็นประจำ หรือใช้งานไม่เกิน 5 ปี จอดริมถนนหรือพื้นที่เสี่ยงถูกเฉี่ยวชนได้ง่าย ไม่ต้องจ่ายแพงมากมาย ทำประกันชั้น 2+ ได้ค่าเสียหายอุ่นใจไว้ก่อน

สรุปจุดเด่นของประกันชั้น 2+

* ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าประกันชั้น 1 ความคุ้มครองใกล้เคียงกัน (ละเว้นคุ้มครองเฉพาะรถชนรถ)
* ไม่จำกัดอายุรถ เจ้าของรถที่แก่เกินกำหนดหรือภาวะไม่ได้ตามเกณฑ์ ยังได้รับความคุ้มครองสูงเกินคุ้ม ละเว้นหากปรารถนาซ่อมแซมศูนย์ รถควรจะมีอายุไม่เกิน 5-7 ปี


สรุปข้อบกพร่องของประกันชั้น 2+

* คุ้มครองค่าปรับเฉพาะรถชนรถเพียงแค่นั้น
* ประกันชั้น 2+ ไม่คุ้มครองถ้าหากเกิดอุบัติเหตุรถชนโดยไม่มีคู่กรณี เช่น ถอยชนขอบทางเท้า ถอยชนรั้ว ขับเฉี่ยวเสา ขับตกริมถนน


ความคุ้มครองไม่เหมือนกับประกันชั้น 2 ยังไง

ประกันรถชั้น 2+ จัดว่าเป็นประกันรถยนต์ที่ไม่ได้ต่างอะไรจากประกันชั้น 2 เท่าไร มีความคุ้มครองเช่นกันครอบคลุมทั้งบุคคลภายนอก และรถยนต์ ลักษณะเด่นของประกันชั้น 2+ คือให้ความคุ้มครองรถคันเอาประกัน ในกรณีที่ผู้ขับมีการเสี่ยงสูงที่จะขับไปชนกับรถอื่น ส่วนประกันชั้น 2 นั้นไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถ นอกเหนือจากนี้ถ้าหากรถยนต์มีอายุมากมายระหว่าง 10-15 ปี เลือกซื้อประกันชั้น 2+ ราคาไม่แพงรวมทั้งชดเชยให้คุ้มค่ากว่า นอกเหนือจากนั้นกรณีที่โดนชนแล้วหนี หากเขียนเลขทะเบียนของรถคู่กรณีได้ก็สามารถเคลมประกันได้ รถทุกคันควรต้องมีกล้องถ่ายภาพติดรถยนต์เพื่อบันทึกเหตุการณ์เป็นหลักฐานสืบหาเลขทะเบียนรถของคู่กรณีต่อไป ถ้าหากโดนชนแล้วหนี แจ้งข้าราชการประกันให้มาดูแลด้านค่าทำขวัญได้ในทันที

เพราะเหตุว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคะเนได้ ประกันชั้น 2 + เป็นโอกาสที่น่าสนใจ ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าซ่อมแซมแล้วก็รถสูญหาย ขับขี่รถอุ่นใจคุ้มครองครอบคลุมแทบทุกการสิ้นไป

https://www.gettgo.com/motor/2ndplus

Tags : ประกันรถยนต์ ชั้น 2+,ประกันชั้น 2+ พลัส

หน้า: [1] 2 3